
ปรีดิยาธรแนะแบงก์ชาติยืดหยุ่นช่วยเสริมเศรษฐกิจเติบโต
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า รู้สึกดีใจที่ทุกท่านมีความเห็นเหมือนกันว่า นโยบายการเงินที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อนั้นจะทำอย่างเดียวไม่ได้ แต่การดำเนินนโยบายต้องควบคู่กับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนด้วย พ่อค้าที่ค้าขายนั้น ไม่ได้ต้องการเสถียรภาพทางด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเสถียรภาพทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า รู้สึกดีใจที่ทุกท่านมีความเห็นเหมือนกันว่า นโยบายการเงินที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อนั้นจะทำอย่างเดียวไม่ได้ แต่การดำเนินนโยบายต้องควบคู่กับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนด้วย พ่อค้าที่ค้าขายนั้น ไม่ได้ต้องการเสถียรภาพทางด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเสถียรภาพทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
นี่คือสาเหตุที่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล พูดว่า การใช้นโยบายเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ต้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ซึ่งนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว
ในต่างประเทศนั้นเขาใช้เป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน อย่างสิงคโปร์หรือสหรัฐ แต่คนไทยฉลาด เพราะใช้ทั้งสองอย่าง
เรื่องนี้จึงควรปิดประเด็นได้แล้ว
ส่วนบทบาทของ ธปท. เราต้องตั้งคำถามจากที่ว่าประชาชนต้องการอะไรจาก ธปท.
เรื่องแรก ประชาชนต้องการองค์กรที่ทำหน้าที่ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ธปท.มีทางแก้ และทำให้เขานอนตาหลับ ซึ่งคนไทยเคยได้ ธปท.แบบนี้ในอดีตและอยากได้อีก และในสถานการณ์นี้คนไทยอยากได้ ธปท.ที่รู้เรื่องเศรษฐกิจ สามารถติดตามสถานการณ์ และเตรียมการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เช่น ถ้ารู้ว่าประเทศจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก ธปท.จะช่วยแก้ไขอย่างไรบ้าง เพราะถ้า ธปท.ไม่ทำ ก็ไม่มีใครทำ
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งฮ่องกงเคยเกิดปัญหาฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกง ออกมาตรการเพิ่มมาร์จินใน Mortgage Loan จนทำให้สินเชื่อลดลง เป็นต้น
ต่อมาคือ ประชาชนต้องการให้เงินบาทที่เขาถืออยู่มีค่า และมูลค่าลดลงไม่เร็วมากเหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งเราทำได้ดีมาตลอด ก็ขอให้ดีต่อไป แต่ขอให้มีความยืดหยุ่นบ้าง ถ้ามีเสถียรภาพทางการเงินแล้วต้องคำนึงถึงการเติบโตของประเทศด้วย ความอิสระของ ธปท.เป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีคลัง ปลัดคลัง เพราะ 2 หน่วยงานนี้ต้องทำงานด้วยกัน
เรื่องต่อมาที่ประชาชนอยากเห็นคือ ประเทศมีระบบสถาบันการเงินที่ดี มีความมั่นคงแข็งแรง แต่ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะออกกฎหมายมาคุมธนาคารพาณิชย์อย่างเข้มแข็งที่สุด เพราะทำให้ธนาคารพาณิชย์เดินหน้าไม่ได้ และจะขยาดในการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารกลางที่เก่ง คือ ต้องรู้ภาวะของไทย ต้องรู้ว่ากฎอะไรที่เหมาะสมกับภาวะของเรา รู้ปัญหาและแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด
คนยังจำกรณีที่เกิดปัญหากับ 16 สถาบันการเงินได้ ครั้งนั้นเมื่อเกิดปัญหาแล้วไม่มีใครแก้ไข ปล่อยให้สถาบันการเงินแก้ไขภายใน 1 เดือน ซึ่งข่าวรั่วหมด และแห่ถอนเงินกัน ทั้งที่ ธปท.ต้องเข้าไปแก้ไขโดยเร็ว ปล่อยช้าไม่ได้
เรื่องต่อมา คือ เวลานี้คนไทยถูกเอาเปรียบทางการเงินเมื่อไหร่ จะนึกถึง ธปท. เช่น กรณีสินเชื่อรถยนต์ เมื่อลูกค้าจะนำเงินไปชำระหนี้หลังจากผ่อนไประยะหนึ่ง ก็จะถูกคิดดอกเบี้ยมหาศาล จนต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเงินต้น คนรู้สึกไม่เป็นธรรม และจะนึกถึง ธปท.ให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
หรือการดูแลสิ่งที่เป็นผลกระทบต่อวัฒนธรรมทางการเงิน เช่น บัตรเครดิต ที่เคยมีหนี้เสียถึง 40% และมีการดูแลจนลดลงมาเหลือ 15% เวลานี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก หรือสินเชื่อคาร์ฟอร์แคช ที่กำลังทำลายวัฒนธรรมการออมของคนไทย ทั้งที่วัฒนธรรมการออมก่อนใช้เป็นวัฒนธรรมที่ดี และไม่มีใครแก้ไขได้นอกจาก ธปท.







