posttoday
พื้นฐานหนุนหุ้นไทยแกว่งขึ้น กรอบใหม่ 760-840 จุด

พื้นฐานหนุนหุ้นไทยแกว่งขึ้น กรอบใหม่ 760-840 จุด

22 มีนาคม 2553

....พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ

หลังทะลุยอดเดิมที่ 758 จุด มาปิดที่ 774 จุด สูงสุดในรอบ 21 เดือน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มีโอกาสสูงที่ดัชนีหุ้นไทยจะยกกรอบการแกว่งตัวขึ้นมาที่ 760840 จุด ในช่วงที่เหลือของปี 2553 หลังตัวแปรต่างๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาการเมือง มาบตาพุด เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าที่คาด และแนวโน้มการแข็งตัวของค่าเงินบาท ดังนี้

ประการแรก “การเมืองไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด” ก่อนหน้าที่จะมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ นักลงทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในประเทศวิตกกังวลมากว่าจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงจนอาจถึงขั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มิใช่วิถีประชาธิปไตย

อย่างไรก็ดี การชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. เป็นต้นไป เป็นไปโดยสงบ ยังไม่มีภาพการใช้ความรุนแรง แม้จะมีมือที่สามพยายามสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองบ้างก็ตาม ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่า รัฐบาล “อภิสิทธิ์” จะประคองตัวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ ความเสี่ยงทางการเมืองที่เคยพุ่งปรี๊ด จึงลดลงอย่างมาก ทำให้นักลงทุนที่ได้ลดพอร์ตหุ้นไปก่อนหน้านี้ จำต้องวกกลับเข้าลงทุนรอบใหม่ แม้ราคาหุ้นจะสูงขึ้นบ้างก็ตาม

น่าสังเกตว่า รอบนี้นักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้กังวลต่อปัญหาการเมืองไทยมากเหมือนกับนักลงทุนในประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมองว่า ปัญหาการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่สำคัญความเสี่ยงเรื่องนี้น่าจะพีกไปแล้วตั้งแต่สงกรานต์ปีที่แล้ว นอกจากนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียอื่นก็มีความเสี่ยงทางการเมืองเช่นกัน

ประการที่ 2 พัฒนาการเชิงบวกในการคลี่คลายปัญหามาบตาพุด ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างทำใจแล้วว่า ปัญหามาบตาพุดจะยืดเยื้อยาว โดยตั้งหลักว่า โครงการต่างๆ จะล่าช้า 814 เดือน อย่างไรก็ดี ช่วงปลายเดือน ก.พ. ศาลปกครองได้มีคำสั่ง “ปลดล็อก” 7 โครงการ ให้เดินหน้าก่อสร้างต่อไปได้ ทำให้เกิดความหวังว่า จะมีการปลดล็อกโครงการอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะโรงแยกก๊าซที่ 6 ของ ปตท. ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญ

ประการที่ 3 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีเกินคาด โดยเฉพาะเศรษฐกิจอีเมอร์จิงมาร์เก็ต ขณะที่ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศแถบยุโรปมิได้รุนแรงอย่างที่กังวล

ช่วง 23 เดือนที่ผ่านมา มีสัญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ ที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีกว่าที่เคยประเมินไว้เมื่อปลายปี 2552 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้ช่วยกระตุ้นภาคการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนสูงถึงราว 70% ของจีดีพี โดยมีความเป็นไปได้สูงขึ้นที่การส่งออกปีนี้จะขยายตัวได้ถึงเป้าหมาย 14% อุตสาหกรรมผลิตเพื่อส่งออกต้องเร่งจ้างคนงานเพิ่มเติมเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่กลับมาเร็วเกินคาด ทำให้ปัญหาคนว่างงานคลี่คลายลงเป็นลำดับ

เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นเร็วเกินคาดส่งผลบวกโดยตรงต่อเศรษฐกิจเอเชียที่พึ่งพิงการส่งออก จนทำให้ธนาคารกลางของประเทศแถบเอเชียรวมถึงของไทย ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งช่วยหนุนสกุลเงินเอเชีย รวมถึงค่าเงินบาท การคาดการณ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและค่าเงินเอเชียทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้าเอเชียอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา กรณีตลาดหุ้นไทย ต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิติดต่อกันในช่วงวันที่ 22 ก.พ.19 มี.ค. เป็นมูลค่าเฉียด 4 หมื่นล้านบาททีเดียว ขณะที่ค่าเงินบาทวิ่งขึ้นสู่จุดแข็งสุดในรอบเกือบ 22 เดือนที่ 32.28 บาท/เหรียญสหรัฐ

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังช่วยหนุนภาคการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยราว 5% ของจีดีพี อีกด้วย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจึงฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แม้จะสะดุดไปบ้างในเดือน มี.ค. จากเหตุการชุมนุม อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะกระทบระยะสั้นเท่านั้น

ด้านงบประมาณไทยเข้มแข็งมูลค่า 1.43 ล้านล้านบาท ได้เริ่มทยอยฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย หลังเผชิญปัญหาการเบิกจ่ายล่าช้าในช่วง 45 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนั้นราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์ดียังมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อจากกลุ่มรากหญ้าอีกด้วย

การเร่งตัวขึ้นของภาคส่งออก ภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ที่อยู่ในเกณฑ์ดีจะผลักดันให้มีการทบทวนปรับขึ้นประมาณการทางเศรษฐกิจ และผลประกอบการรวมถึงราคาเป้าหมายของบริษัทจดทะเบียน

จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เศรษฐกิจปี 2553 จะขยายตัวถึง 4% และหนุนกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นให้ขยายตัวราว 1520% และดึงค่าพีอีตลาดหุ้นไทยลงมาเหลือราว 11 เท่าเศษ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่อยู่ใกล้ 12 เท่า นักวิเคราะห์ค่ายธนชาตประเมินดัชนีหุ้นปลายปีนี้จะอยู่ที่ 820 จุด

มูลค่าตลาดหุ้นไทยจึงอยู่ในข่ายปานกลางไม่ถูกไม่แพง แม้จะดีดขึ้นมาถึง 63% ในปี 2552 แต่ยังมีโอกาสเห็น 820 จุด ก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ดี ความผันผวนระหว่างทางเป็นสิ่งที่สามารถคาดหมายได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรความยั่งยืนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จังหวะเวลาในการถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโลก และเสถียรภาพทางการเมือง เป็นต้น

เพื่อกระจายความเสี่ยง อาจใช้กลยุทธ์บาร์เบล คือมีหุ้นชั้นดีที่อ่อนไหวกับภาวะเศรษฐกิจและหุ้นชั้นดีที่ไม่เหวี่ยงตามเศรษฐกิจ

กลุ่มแรก หากเศรษฐกิจฟื้นตัวไปเรื่อยๆ จะให้ผลตอบแทนเด่นกว่ากลุ่มหลัง หุ้นที่อยู่ในข่ายนี้ได้แก่ AMATA, AOT, CPN, KBANK, KTB, SCC, PTT, PTTEP, PTTCH, HANA, CPF เป็นต้น

ส่วนกลุ่มหลัง เป็นหุ้นที่ไม่ค่อยเหวี่ยงตามเศรษฐกิจและให้ปันผลในเกณฑ์ดี แถมราคาหุ้นยังซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น หุ้นที่อยู่ในข่ายนี้ได้แก่ GLOW, TTW, CPALL, TUF เป็นต้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท