
ศูนย์ประชุมฯไร้ทิศบริหารไมซ์เชียงใหม่วืดโอกาศตลาด
การเป็นเจ้าภาพก่อสร้างโครงการศูนย์การประชุมนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ด้วยงบประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา” จ.เชียงใหม่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใกล้เสร็จสิ้นภารกิจก่อสร้างโครงการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ต.ค.นี้ ก่อนส่งมอบหน้าที่บริหารจัดการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ดำเนินการต่อไป
การเป็นเจ้าภาพก่อสร้างโครงการศูนย์การประชุมนานาชาติ จ.เชียงใหม่ ด้วยงบประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันได้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา” จ.เชียงใหม่ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใกล้เสร็จสิ้นภารกิจก่อสร้างโครงการ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ต.ค.นี้ ก่อนส่งมอบหน้าที่บริหารจัดการให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้ดำเนินการต่อไป
ทว่า ในช่วงรอยต่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจความรับผิดชอบจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท. กลับมีความล่าช้าเกินกว่าเหตุ ทำให้ความหวังของผู้ประกอบการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ ที่หวังใช้ศูนย์ประชุมฯ นี้เป็นแม่เหล็กดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเชียงใหม่ในทุกฤดูกาลท่องเที่ยวต้องหดหายลงไป
สุกัญญา จันทร์ชู อุปนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิกา และผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิต ดีทู และรอยัล ปริ๊นเซส เชียงใหม่ เล่าว่า ความไม่ชัดเจนในวิธีการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารจัดการศูนย์ประชุมฯ ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการเปิดใช้พื้นที่ ที่มีความล่าช้ากว่ากำหนดเดิมมากกว่า 1 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง โดยเฉพาะภาคการโรงแรมไม่สามารถวางแผนการตลาดในระยะยาวได้ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางการตลาดท่องเที่ยว ในการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ (ไมซ์) ที่จะเดินทางมาใช้สถานที่ประเทศไทยจัดงาน
ทั้งนี้ เอกชนต้องการให้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.เร่งให้คำตอบ พร้อมมีความชัดเจนในเรื่องการหาผู้เข้ามาบริหารศูนย์ประชุมฯ เพราะมองว่าการทำตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ในการสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จัก และวางแผนเดินทางมาใช้บริการ ซึ่งศูนย์ประชุมฯ ถือเป็นความหวังของผู้ประกอบการเชียงใหม่ ที่จะผลักดันให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปี รวมถึงอัตราราคาห้องพักขยับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ การเปิดใช้ศูนย์ประชุมฯ จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวภูมิภาคเหนือคึกคักตลอดทั้งปี สามารถยืดระยะวันพักเฉลี่ยได้อย่างน้อย 12 วัน เพราะปัจจุบันช่วงนอกฤดูนอกท่องเที่ยว (โลว์ซีซัน) มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยไม่ถึง 40% ขณะที่ภาพรวมโลว์ซีซันปีนี้ดีขึ้นเล็กน้อย แต่ปัจจุบันพฤติกรรมการจองนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างประเทศ เน้นการจองกระชั้นชิดและเข้าพักทันที เพราะส่วนใหญ่ลังเลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้น เริ่มส่งผลต่อการจองห้องพักในขณะนี้แล้ว
“เอกชนท่องเที่ยวไม่รู้จะไปถามใครว่า การบริหารจัดการศูนย์ประชุมฯ เชียงใหม่ จะเป็นแบบไหน เพราะแต่ละหน่วยงานไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างชัดเจน คำตอบยังอ้อมแอ้ม ทำให้ในช่วงที่ยังเป็นสุญญากาศ รัฐคงทำได้แค่การผลักดันให้มีการจัด มีทติ้งเท่านั้น งานใหญ่ๆ ระดับสากล ต้องมีความล่าช้าไปอีกนาน” สุกัญญา กล่าว
ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. เป็นอีกหน่วยงานที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ขอความร่วมมือในการจัดหาไมซ์ เดินทางมาใช้พื้นที่ศูนย์ประชุมฯ เชียงใหม่ ในช่วงที่สุญญากาศ ซึ่งทาง จ.เชียงใหม่ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาบริหารจัดการ พร้อมวางแผนยุทธศาสตร์การทำงานของจังหวัดเอง
ธงชัย ศรีดามา กรรมการ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ สสปน. เล่าว่า สสปน.ได้ร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ จัดทำแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ จ.เชียงใหม่ ปี 25552559 เพื่อผลักดันศักยภาพตลาดไมซ์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมส่งเสริมให้ปี 2556 เชียงใหม่ เป็น “เยียร์ ออฟ ไมซ์ หรือนครแห่งไมซ์” รวมถึงการเปิดตัวของศูนย์ประชุมฯ ซึ่งคาดว่าจะเปิดใช้อย่างไม่เป็นทางการประมาณเดือน พ.ย.นี้ และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งประมาณกลางปีหน้า
ทั้งนี้ จ.เชียงใหม่ และ สสปน.อยู่ระหว่างการกำหนดแผนกลยุทธ์ใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1 การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ 2.การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด 3.การปรับปรุงระบบขนส่ง และ 4 การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ โดยจะดำเนินการควบคู่กับการเปิดใช้ศูนย์ประชุมฯ ซึ่งถือเป็นสินค้าใหม่ในภูมิภาคเหนือ
สำหรับแผนยุทธศาสตร์การผลักดันให้เชียงใหม่เป็นนครแห่งไมซ์ ล่าสุด สสปน.ได้จัดงาน มีตติง อินดัสตรี เดย์ นำเอกชนผู้ประกอบการไมซ์ลงพื้นที่ศูนย์ประชุมจำนวน 80 ราย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์การทำตลาดร่วมกัน โดยตั้งเป้าให้ไมซ์ จ.เชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปี 10% เทียบกับ 2554 จ.เชียงใหม่ มีรายได้จากตลาดไมซ์ 3,355 ล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 59,979 คน จำนวนงาน 427 ครั้ง
นับเวลาถอยหลังไม่ถึง 2 ปี การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 2558 กำลังมาเยือนประเทศไทยและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบเต็มๆ เอกชนท่องเที่ยวได้แต่วาดหวังว่าการมีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเป็นผู้นำทัพเวทีการต่อสู้ให้ประเทศไทยมีความเหนือชั้นมากกว่าประเทศอื่นใดในภูมิภาคนี้ มากกว่าการกินบุญเก่าเหมือนที่ผ่านมา







