
เอกชนสับรับ ยื้อเคาะเงื่อนไขซื้อไฟโซลาร์เซลซ์
เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
ร่วมกับบริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จัดสัมมนาวิชาการ “อนาคตอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย : บทบาทภาครัฐและเอกชน มีผู้แทนจากภาครัฐและเอกชนมาร่วมให้ข้อเสนอแนะถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการยังรอการประกาศอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ภายหลังมีการทบทวนเงื่อนไขใหม่ให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไรออกมา
พิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน ส.อ.ท. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากรัฐจะปรับเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากเดิมใช้ระบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) มาเป็นระบบรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนจริง (Feed–in Tariff) เพราะทำให้ผู้ประกอบการต้องมีการบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา เนื่องจากราคาไฟฟ้าจะขึ้นตามราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจ เช่น กรณีการผลิตไฟฟ้าจากขยะจะมีปัญหาค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บรวบรวม ตลอดจนปัญหาชุมชน
การใช้ระบบแอดเดอร์จะมีความแน่นอนในเรื่องการคำนวณรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคคต เพราะจะกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอน รวมทั้งระยะเวลาที่จะได้รับการสนับสนุนเฉลี่ย 7-10 ปี เป็นผลดีกรณีที่นำโครงการไปยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน จะสามารถประเมินผลตอบแทนและความสามารถในการชำระหนี้คืนในอนาคตได้ดีกว่า
โครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นเชื้อเพลิงที่ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนจำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้มายื่นโครงการคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ามากกว่า 3,000 เมกะวัตต์ ในขณะที่เป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ภายในปี 2564 มีเพียง 2,000 เมกะวัตต์เท่านั้น แต่ความล่าช้าของเงื่อนไขรับซื้อไฟฟ้ากลายเป็นช่องว่างให้นักลงทุนต่างชาติพยายามเข้ามาถือหุ้นในโครงการที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว และยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง ในลักษณะของเทกโอเวอร์และหาทางนำโครงการไปขายต่อและค้ากำไร โดยไม่มีเจตนาที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าจริงๆ เนื่องจากโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ยังเป็นที่ต้องการของผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ดุสิต เครืองาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยโซลาร์ฟิวเจอร์ ในฐานะนายกสมาคมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย กล่าวว่า สถานภาพและอนาคตของอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยยังมีปัญหาและอุปสรรคในการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แยกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1.มาตรการจูงใจการลงทุนเดิมมีโปรแกรมรับซื้อไฟฟ้าราคาพิเศษ หรือแอดเดอร์ แต่ปิดรับสมัครมาตั้งแต่ปี 2553 ทำให้เกิดธุรกิจซื้อขายใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้เกิดการลงทุนจริงในสัดส่วนที่น้อย ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบได้มีการเพิ่มค่าพรีเมียมของใบอนุญาตฯ ในอัตรา 10 ล้านบาท/เมกะวัตต์
2.ด้านส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตในไทย ที่ผ่านมาไม่มีมาตรการส่งเสริมให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในไทย ทำให้ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศประสบปัญหาขาดทุน และ 3.ภาครัฐยังไม่มีแรงจูงใจเพื่อส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ในอนาคตควรเพิ่มเป้าหมาย รับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ เป็น 4,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2564 เนื่องจากมีโครงการที่มายื่นขอเป็นจำนวนมาก
ขณะที่ ณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง เพราะในอนาคตการผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งอ่าวไทยจะเริ่มทยอยปรับตัวลดลง คาดการณ์ว่าอีก 10 ปี ข้างหน้ากำลังการผลิตก๊าซฯ จะเหลือไม่ถึง 50% ของกำลังการผลิตในปัจจุบัน และมีโอกาสที่ไทยต้องเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) มากถึง 10-20 ตัน/ปี จากปัจจุบันที่เริ่มนำเข้ามาแล้ว 1-5 ล้านตัน/ปี ซึ่งจะมีผลกระทบทำให้อัตราค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นจาก 3 บาท/หน่วยเป็น 5-6 บาท/หน่วย ได้
กรณีการปรับปรุงนโยบายแอดเดอร์ใหม่นั้น ปัจจุบันมีผู้ลงทุนให้ความสนใจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนมากขึ้น และตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) ก็ได้เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานทดแทนเข้าไปด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าเชื้อเพลิงเหล่านี้ไม่สามารถควบคุมให้มีเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าได้เหมือนก๊าซฯ ถ่านหิน และน้ำมัน จึงมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปศึกษาเพิ่มเติมว่า หากมีการเพิ่มปริมาณรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน จะต้องมีโรงไฟฟ้าสำรองไว้รองรับในสัดส่วนเท่าไหร่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านพลังงาน ถ้าโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนไม่สามารถผลิตได้ตามกำหนดเวลา โดยหลังจากนั้นจึงจะสรุปเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้ชัดเจน
ปิดท้ายด้วย วัฒนพงษ์ คุโรวาท รักษาการผู้อำนวยการสำนักนโยบายไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ขณะนี้แอดเดอร์อยู่ระหว่างการศึกษาอัตราที่เหมาะสม โดยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่ยื่นเข้ามาจำนวนมาก แต่ค่อนข้างเป็นห่วงว่าโครงการเหล่านั้นจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้จริงแค่ไหน เพราะหากผลิตไม่ได้ตามสัญญาจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานได้ ดังนั้นนอกจากการกำหนดราคาซื้อไฟฟ้าแล้ว ยังต้องทบทวนโครงการที่ยื่นเข้ามาด้วยว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ซึ่งเท่าที่พิจารณาในเบื้องต้นในส่วนของโซลาร์เซลล์ที่มีการพิจารณาได้ใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 2,000 เมกะวัตต์ จากทั้งหมดที่ยื่นมา 3,000 เมกะวัตต์ น่าจะเป็นโครงการที่เกิดได้จริงแค่ 1,000 เมกะวัตต์ เท่านั้น







