
ชี้ทางรอดสินค้าไลฟ์สไตน์...ยุค ศก.ขาลง
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยและอาเซียนกำลังเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ทั้งการพัฒนาดีไซน์ที่ผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยและอาเซียนกำลังเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ทั้งการพัฒนาดีไซน์ที่ผสมผสานเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น บวกกับความทันสมัยที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก อีกทั้งบรรยากาศทางเศรษฐกิจในขณะนี้ ก็เปลี่ยนทิศมาอยู่ที่ฝั่งเอเชียมากขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่เป็นตลาดส่งออกหลักของโลกชะลอตัวลง
ผนวกกับการลงทุนในภูมิภาคที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการเปิดประเทศของพม่า หรือลาว ที่ส่งผลต่อการลงทุนและท่องเที่ยว การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะจากกลุ่มทุนชาติตะวันตก ทำให้สินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ดังนั้นกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดโครงการสร้างนักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์สู่ตลาดโลกปี 2555 (Talent Thai 2012) เพื่อผลักดันและพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับระดับสากล
กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ประกอบด้วยสินค้า 6 ประเภท คือ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและในครัว เคหะสิ่งทอ ของเล่น เครื่องเขียนและเครื่องใช้สำนักงาน
ตลาดส่งออกหลักของสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่อยู่ที่สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น คาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 3,010 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2% ที่มีมูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 2,830 ล้านเหรียญสหรัฐ
วุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ยังมีแนวโน้มขยายตัวทางธุรกิจค่อนข้างสูงในปัจจุบัน คาดว่าปีนี้กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์จะโตประมาณ 2% แม้ว่าตลาดส่งออกสินค้าหลักอย่างสหรัฐและยุโรปจะประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากกลุ่มสินค้าเคหะสิ่งทอ กลุ่มสินค้าเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและครัว และกลุ่มสินค้าของเล่นยังมีการขยายตัวได้ในระดับ 4-5% โดยช่วง 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค. 2555) มีมูลค่าส่งออก 1,640 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยมีความได้เปรียบตรงที่มีวัตถุดิบที่หลากหลาย สามารถผลิตสินค้าได้หลายรูปแบบ รวมทั้งฝีมือในการผลิตที่มีคุณภาพ ประณีต ละเอียดอ่อน รวมถึงมีการออกแบบที่โดดเด่น และมีการส่งมอบสินค้าได้ตรงตามเวลา จึงทำให้ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและผู้ส่งออก
“ปัจจุบันอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์มีความต้องการใช้ตลาดสูง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ามีการแข่งขันในตลาดสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการทำการตลาด ซึ่งผู้ประกอบการกลุ่มไลฟ์สไตล์ของไทยที่เป็นเอสเอ็มอียังขาดอยู่มาก”
กรมส่งเสริมการส่งออก ได้ทำโครงการสร้างนักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์สู่ตลาดโลกปี 2555 (Talent Thai 2012) ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 8 แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้นักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของขวัญและของแต่งบ้านที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (BIG & BIH) เป็นการเปิดโอกาสให้นักออกแบบได้มีโอกาสเจรจาการค้ากับผู้ซื้อโดยตรง รวมทั้งส่งเสริมให้นักออกแบบมีแบรนด์เป็นของตัวเองเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติต่อไป
โครงการสร้างนักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์สู่ตลาดโลกปี 2555 นั้น มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน เม.ย.พ.ย. 2555 โดยจะมีการคัดเลือกนักออกแบบเพื่อเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 50 แบรนด์ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนิว (มีประสบการณ์ในการออกแบบไม่ต่ำกว่า 1 ปี) จำนวน 16 แบรนด์ กลุ่มนาว (กลุ่มที่มีประสบการณ์ทำงานในแวดวงการออกแบบ 23 ปี) จำนวน 22 แบรนด์ และกลุ่มเน็กซ์ (กลุ่มที่มีประสบการณ์ในแวดวงการออกแบบ 48 ปี) จำนวน 12 แบรนด์ โดยที่ผ่านมาได้สนับสนุนนักออกแบบสินค้าไลฟ์สไตล์มาแล้วกว่า 100 แบรนด์
พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมการส่งออกได้จัดเตรียมกิจกรรมที่จะพัฒนาและเพิ่มศักยภาพ ทั้งด้านการออกแบบ การตลาด และการสร้างแบรนด์ให้กับนักออกแบบที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะมีทั้งการแสดงผลงานสำหรับกลุ่มนิวและนาวในงานแสดงสินค้าของขวัญและของแต่งบ้าน (BIG & BIH) ซึ่งจะมีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-21 ต.ค.นี้ ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา
พร้อมกันนี้ ได้สนับสนุนนักออกแบบในกลุ่มเน็กซ์และนาวเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในต่างประเทศ เช่น งาน Salone del Molbile มิลาน ประเทศอิตาลี งาน Maison & Objet กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อผลักดันให้แบรนด์สินค้าของไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับนานาชาติ รวมทั้งเตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) สินค้าไลฟ์สไตล์ในตลาดอาเซียนในปี 2558
ด้าน จิรบูลย์ วิทยาสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกและยุโรปซบเซาในขณะไซน์นี้ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ซบเซาลง เพราะตลาดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะเน้นในตลาดยุโรปเป็นหลัก เมื่อตลาดยุโรปซบเซา กำลังซื้อลดลง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าไปกลุ่มยุโรปในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวอยู่ที่ 1% จากที่คาดการณ์ไว้ว่าจะโตได้ที่ 6% ทำให้เม็ดเงินหายไปกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ก็ถือว่ายังไม่เลวร้ายเมื่อเทียบกับบางอุตสาหกรรมที่ติดลบมากถึง 20-30%
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ต้องเร่งปรับตัวด้วยการหาตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศเอเชีย เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียนที่ยังมีกำลังซื้อสูง ที่ผ่านมาตลาดนี้มีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 10% เพื่อทดแทนตลาดหลักอย่างสหรัฐและยุโรปที่มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันถึง 20% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะเดียวกัน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ภาครัฐก็ต้องเข้ามาดูแลเพื่อนำเอกชนทำตลาดใหม่ๆ ก็จะทำให้กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยขยายตัวต่อเนื่อง สามารถไปยืนอยู่บนเวทีระดับนานาชาติได้ระยะยาว







