
เบอร์เกอร์คิง ยกเครื่องใหม่ รุกตลาดไทย
“ไมเนอร์” ยกเครื่อง “เบอร์เกอร์คิง” ปรับทีมบริหารเสริมแกร่ง พร้อมชู 3 กลยุทธ์หลัก เล็งเจรจาบริษัทแม่ขอสิทธิขยายตลาดเอเชีย
“ไมเนอร์” ยกเครื่อง “เบอร์เกอร์คิง” ปรับทีมบริหารเสริมแกร่ง พร้อมชู 3 กลยุทธ์หลัก เล็งเจรจาบริษัทแม่ขอสิทธิขยายตลาดเอเชีย
นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) ในเครือไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ผู้รับสิทธิทำตลาดเบอร์เกอร์คิงในไทย เปิดเผยว่า กลุ่มไมเนอร์ฯ วางแผนการทำตลาดเชิงรุกธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ “เบอร์เกอร์คิง” ด้วยขณะนี้มีความพร้อมมากกว่าเดิม และตลาดเบอร์เกอร์ในไทยก็ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก แต่มีผู้เล่นหลักไม่กี่รายเท่านั้น
บริษัทได้ดำเนินการปรับองค์กรและทีมบริหารด้านต่างๆ ของเบอร์เกอร์คิงในไทยใหม่ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่สอดคล้องกับทิศทางการรุกตลาด จากนี้ไปจะเน้นใน 3 ส่วนหลักคือ 1.การขยายสาขามากขึ้น 2.การจับมือกับพันธมิตรในการทำตลาดมากขึ้น 3.การเพิ่มยอดขายและขยายกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนไทยมากขึ้น ซึ่งในแต่ละส่วนก็จะมีกลยุทธ์ย่อยแยกออกไปอีก เพื่อที่จะให้เบอร์เกอร์คิงในไทยสามารถเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบัน เบอร์เกอร์คิงในไทยมีประมาณ 27 สาขา ตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดสาขาใหม่แต่อย่างใด แม้ว่ากลุ่มไมเนอร์ฯจะมีงบลงทุนพร้อมก็ตาม เนื่องจากการหาทำเล ที่ดีเหมาะสม ค่อนข้างยาก เพราะเบอร์เกอร์คิงเป็นแบรนด์ ระดับพรีเมียม แต่จากนี้ไปคาดจะขยายสาขามากขึ้นกว่าเดิม เพราะเศรษฐกิจ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น มีศูนย์การค้ารวมทั้งคอมมูนิตี้มอลล์
เปิดใหม่มากขึ้นโดยสาขาใหม่แต่ละแห่งจะลงทุนเฉลี่ย 14 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทยังสนใจที่จะขยายตลาดในต่างประเทศ หลังจากทำตลาดในไทยมานาน 15 ปีแล้ว บริษัทแม่ของเบอร์เกอร์คิงเองก็มีความพอใจในผลงานของกลุ่มไมเนอร์ฯ และทราบดีว่ามีศักยภาพมากเพียงใดอาจจะต้องมีการเจรจาในรายละเอียดอีกครั้ง ที่จะขอสิทธิในการทำตลาดต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก
สำหรับปัจจุบันในตลาดเอเซีย ที่มีเบอร์เกอร์คิงเปิดให้บริการแล้วเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน จีน เป็นต้น
ขณะเดียวกันมีแผนจะขยายช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒาระบบดีลิเวอรี่เพื่อให้สามารถครอบคลุมพื้นที่บริการได้มากขึ้น เพราะสาขายังน้อยอยู่ทำให้ไม่กระจายในวงกว้าง ทั้งๆที่ระบบดีลิเวอรี่เบอร์ 1112 ของกลุ่มไมเนอร์ฯมีประสิทธิภาพ สูง โดยในกรุงเทพฯมี 17 สาขา ต่างจังหวัดมี 10 สาขา อีกทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะเปิดบริการแบบไดร์ฟทรูด้วย
นอกจากนั้นจับมือกับพันธมิตรในการทำตลาดมากขึ้นทั้งโปรโมชั่น หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้า เป็นต้น
รวมทั้งการขยายกลุ่มเป้าหมายคนไทยมกขึ้นด้วยการออกเมนูใหม่ๆ การตั้งราคาที่ตัดสินใจซื้อง่าย และการขยายสาขาเข้าถึงคนไทย มากขึ้น ทั้งนี้สัดส่วนลูกค้าปัจจุบันเป็นคนไทยเพียง 30% เท่านั้น ต่างชาติมากถึง 70% บางสาขาแทบจะเป็นต่างชาติเกือบ 95% ด้วยซ้ำไปเช่น สาขาสยามพารากอน หรือในต่างจังหวัด
บริษัทฯตั้งเป้าหมายสัดส่วนคนไทยกับต่างชาติเท่ากันครึ่งๆภายใน 3 ปีจากนี้ หรือแม้แต่การเพิ่มยอดขายตต่อสาขาเดิม เป็น 230 บาทต่อคนต่อครั้ง จากเดิมก่อนหน้านี้อยู่ที่ 210 บาทต่อคนต่อครั้ง โดยมีคนเข้าใช้บริการเบอร์เกอร์คิงรวมประมาณ 2.5 ล้านคนต่อปี
สัดส่วนยอดขายของเบอร์เกอร์คิงมาจาก นั่งทานในร้าน 90% และดีลิเวอรี่ 10%
ทั้งนี้ ผลประกอบการเบอร์เกอร์คิงปีที่แล้วเติบโต 12% รายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนปีนี้คาดว่าจะเติบโต 2 หลักเช่นกัน ส่วนงบการตลาดใช้ 4% ของยอดขาย







