
'อภิศักดิ์ 'เสร็จภารกิจกู้กรุงไทย'ปัญหากลับมาได้ถ้าการเมืองเข้ามายุ่ง'
จากวันที่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” นายแบงก์ฉายามือฟื้นฟูกิจการ ตัดสินใจยอมรับคำชวนของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
จากวันที่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” นายแบงก์ฉายามือฟื้นฟูกิจการ ตัดสินใจยอมรับคำชวนของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง เมื่อ 8 ปีก่อน เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ที่ขณะนั้นกำลังเผชิญวิกฤตจากการปล่อยกู้ไม่โปร่งใส จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้บริหารอย่างเร่งด่วน
อภิศักดิ์ ถือเป็นวิศวกรการเงินอีกคนที่ประสบความสำเร็จมาก และถือเป็นพนักงานกึ่งเอกชนและกึ่งราชการมาโดยตลอด เพราะเขาเริ่มงานในฝ่ายต่างประเทศของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที) และไอเอฟซีทีไฟแนนซ์ จนเป็นตัวเก็งผู้จัดการไอเอฟซีที แต่เขาก็โดนกระทรวงการคลังดึงไปเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ฯ หรือ บสก. ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ถูกทางการสั่งปิด จำเป็นต้องให้ บสก.ขึ้นติดตามหนี้ของบีบีซี
หลังจากนั้นก็ได้รับมอบหมายให้เข้าไปพัฒนาฟื้นฟูธนาคารนครหลวงไทย ภายหลังจากทางการควบรวมกิจการกับธนาคารศรีนคร ซึ่งอภิศักดิ์ได้วางระบบงาน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการควบรวมกิจการและพนักงานยังไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน จนธนาคารประสบความสำเร็จ สามารถนำหุ้นของธนาคารนครหลวงไทยกลับเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อีกครั้ง
ระหว่างที่ธนาคารนครหลวงไทยกำลังไปได้ดีก็เกิดปัญหาที่ธนาคารกรุงไทย และครั้งนี้เกิดวิกฤตนายแบงก์ เพราะในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งมีนายแบงก์โดนคดีปล่อยกู้ไม่โปร่งใส ทำให้บริษัทเสียหายไปเยอะ ทำให้บุคลากรระดับมันสมองโดนขึ้นบัญชีดำ หาคนที่เหมาะสมเข้ามาฟื้นฟูธนาคารกรุงไทยยาก แต่เนื่องจากเกรงใจสมคิด อภิศักดิ์จึงตัดสินใจสละตำแหน่งที่นครหลวงไทยมาทำงานที่ธนาคารกรุงไทย
อภิศักดิ์ นับเป็นกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ที่ทำสถิติอยู่ครบ 2 วาระ นาน 8 ปี โดยไม่มีมลทินติดตัว ก่อนจะลุกจากเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ในเดือน พ.ย.นี้
วันแรกที่เข้ามากับวันที่จะออกไป ธนาคารเปลี่ยนไปอย่างไร
อภิศักดิ์- ธนาคารเปลี่ยนไปมาก ช่วงแรกที่เข้ามาทำงานปัญหาเยอะ หนี้ที่ไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล) สูง ต้องมานั่งคิดว่าธนาคารจะไปรอดไหม ทำยังไงถึงจะรอด ที่สำคัญจะต้องมีรายได้เพียงพอที่จะรับหนี้เสียให้ได้ แต่ก็มีปัญหาด้านหารายได้อีก ธนาคารไม่ได้ถูกออกแบบให้ทำธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจธนาคาร ขายผลิตภัณฑ์อะไรไม่เป็นเลย เป็นจุดที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วน
ในตอนนั้นความสามัคคีของพนักงานธนาคารก็น้อย ไม่ค่อยสามัคคีกัน ต่างคนต่างอยู่เป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องจัดการ อันดับแรกเลยต้องเคลียร์ระบบบริหารความเสี่ยงของธนาคารก่อน เพราะแรกๆ ที่เข้ามาพนักงานไม่กล้าอนุมัติสินเชื่อ กลัวว่าจะโดนติดร่างแหถูกฟ้องไปด้วย ถ้าไม่มีรายได้เข้ามาธนาคารจะแย่ก็ต้องรื้อระบบการบริหารความเสี่ยงใหม่แล้วจัดระบบ Credit Risk ใหม่หมด เพื่อให้เห็นกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ชัด ว่ามันผิดพลาดตรงกระบวนการไหน หากเราปล่อยกู้ไปแล้วมันกลายเป็นหนี้เสีย
การปรับระบบบริหารความเสี่ยงนี่ ใช้เวลาประมาณ 12 ปี ก็เข้ารูปเข้ารอย ระบบบริหารความเสี่ยงโดยการรวมศูนย์ ทุกสาขาที่รับคำขอกู้จะเสนอมาที่ศูนย์นี้เพื่อดูแลความเสี่ยงและตอบกลับที่สาขาให้รวดเร็วว่าให้กู้ได้หรือไม่ ซึ่งนับได้ว่าแก้ไขปัญหาพนักงานกลัวถูกฟ้องได้ดี
นอกจากนี้ ก็จะต้องหารายได้ที่เป็นค่าธรรมเนียมมากขึ้น คือ พนักงานจะต้องขายผลิตภัณฑ์อื่นของธนาคารและบริษัทในเครือ เช่น ประกันภัย บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล ซึ่งแรกๆ ก็มีแรงต้านเพราะพนักงานคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งเราก็ต้องส่งคนไปเทรนนิงไปสอนเทคนิคการขาย รวมทั้งการให้อินเทนซีฟพิเศษแก่พนักงานที่ทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งใช้เวลา 2-3 ปี พนักงานก็ปรับตัวได้ และขณะนี้ทุกคนขายเป็น
นั่นคือ 4 ปีแรก ที่เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ทำแค่นี้ก็หมดเวลาแล้ว แต่ก็พอใจในผลงานที่ได้ปรับเปลี่ยนไป แต่หลังจากได้รับการต่ออายุในวาระที่ 2 อีก 4 ปี ก็คิดว่า 4 ปี ต้องแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วง 2 ปีแรกก่อนที่จะหมดวาระ ก็ต้องปรับระบบที่ยังทำไม่จบให้เสร็จ แก้ไขปัญหาต่างๆ ให้หมด
ส่วน 2 ปีสุดท้าย ก็บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า เราขายเป็นแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องบุกแล้ว ซึ่งพนักงานก็รวมใจกันและเราก็ทำได้ตามเป้าหมาย สะท้อนผลงานออกมาในผลประกอบการธนาคาร กำไรสูงที่สุด ทรัพย์สินมั่นคง ในสินเชื่อที่ปล่อยไปทั้งหมด มีหนี้เสียเพียง 1% เท่านั้น นับว่าน้อยมาก
มีอะไรที่เป็นห่วงไหม หลังจากครบวาระไปแล้ว
ปัญหาที่กังวลใจก็แก้ไขไปหมดแล้ว ระบบงานก็วางไว้อย่างดีแล้ว แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ปัญหาก็กลับมาได้ถ้าหากการเมืองเข้ามายุ่ง หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้มีกรอบชัดเจนว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ มันเป็นระบบที่กลั่นกรองพอสมควรและเป็นไดนามิกจะต้องตอบได้ว่า เพราะอะไร ทำไม มีเหตุผลที่รองรับได้ว่า เหตุที่ให้หรือไม่ให้เพราะอะไร
นอกจากนี้ ก็ได้เตรียมพนักงานระดับบริหารไว้เพิ่มขึ้น เพื่อให้พนักงานที่ทำงานมองเห็นอนาคต เราก็มีทุนให้พนักงานสอบชิงทุนไปเรียนต่อ ปัจจุบันเรามีนักเรียนทุนธนาคารอยู่ 40-50 คน คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กร เป็นนิวเจเนอเรชัน มีความสามารถที่จะเป็นผู้นำองค์กรที่ดี เป็นอนาคตของธนาคาร
อย่างที่เคยพูดอยู่เสมอว่า องค์กรนั้นนำด้วยคน ถ้าคุณมีคนที่ดีและเก่ง ผลงานหรืออะไรออกมา มันก็จะดีไปหมดเลย ธนาคารก็เหมือนกัน เราสามารถสร้างอะไรใหม่ๆ ได้ พยายามรีแบรนด์ดิงตัวเองใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้ด้วย เปลี่ยนรูปแบบสาขา เปลี่ยนสี เปลี่ยนวิธีการให้บริการ ทำให้ธนาคารมีลูกค้าเพิ่ม ลูกค้าใหม่ก็เพิ่มเป็นล้านราย
การป้องกันการเมืองเข้าแทรกธนาคารได้วางระบบป้องกันไว้หรือไม่
เราได้วางกรอบเอาไว้แล้ว มีทั้งการบริหารความเสี่ยง ระบบงานต่างๆ อย่าทำนอกกรอบ นักการเมืองสมัยใหม่เริ่มเข้าใจแล้วว่าบางอย่างขอมามันทำได้ หลายๆ อย่างที่ต้องการมันทำไม่ได้ ซึ่งเขาก็โอเค อะไรอยู่ในกรอบที่เราทำได้เราดูแลให้ แต่ถ้าไม่ได้ก็มีเหตุผลที่จะบอกว่าเพราะอะไร ถ้าเราไม่กล้าที่จะบอกเราก็จะตกอยู่ในวังวนเดิม
ผมโชคดีที่เริ่มทำงานกับไอเอฟซีทีที่องค์กรสอนให้ทำเพื่อประเทศชาติ รักษาผลประโยชน์ชาติ เพราะเป็นสถาบันการเงินของรัฐตั้งขึ้นมา เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ วัฒนธรรมองค์กรสอนให้คิดถึงส่วนรวม หลังจากไปอยู่ที่บีบีซีแก้ไขจนกลายเป็น บสก.ก็ต้องแก้ไขหนี้ให้ดีที่สุด ให้เสียน้อยที่สุด เพราะทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินของชาติ จนมาอยู่นครหลวงไทยกับกรุงไทย ส่วนใหญ่จะทำงานให้กับสังคม มีแต่คนมาบอกว่าช่วยหน่อยไม่งั้นประเทศชาติจะเสียหาย
เมื่อเราตัดสินใจที่จะช่วยต้องมั่นใจว่า ถ้าเราช่วยแล้วประเทศเราจะดีขึ้น ก็ต้องลองดู ผมไม่ยึดติดกับตำแหน่งหรือวาระต่างๆ เมื่อได้รับมอบหมายงานให้ทำก็ทำให้ดีที่สุด เราไม่ได้วิ่งเข้ามาเพื่อมามีอำนาจ แต่เราถูกขอให้เข้ามาช่วยชาติ เมื่อเราออกไปเราแล้ว มองย้อนหลังกลับมาแล้วองค์กรยังไปต่อได้ดี ก็พอใจแล้ว
การเพิ่มทุนของธนาคารเป็นอย่างไร
การที่เราต้องเพิ่มทุนนั้นเป็นเรื่องดี เพราะเพิ่มจากการที่สินเชื่อขยายตัวสูง ได้เงินเพิ่มทุนมาก็ไปขยายธุรกิจ ไม่ได้เอาไปสำรองหนี้ ดูจากผลประกอบการของบธนาคารจะเห็นว่ากำไรเพิ่มมาโดยตลอด เรามีรีเทิร์นให้กับผู้ถือหุ้นและจะต้องแข่งขันกับตลาดได้ ซึ่งวันนี้เราแข่งได้สบาย
อย่างไรก็ดี การมีเกณฑ์บาเซิล 3 ทำให้ต้องเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 1 เร็วกว่าที่คิด
ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารดีขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล จากที่เคยสูงถึง 9-10% ก็ลดลงเหลือ 2% และอาจจะลดลงได้อีก พนักงานก็มีกำลังใจมุ่งมั่นที่จะช่วยกันทำให้ธนาคารดีขึ้น
ขณะนี้ปัญหาหลักๆ ของธนาคารได้แก้ไขไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าธนาคารกรุงไทยวันนี้เป็นคลีนแบงก์ที่แข็งแรงมาก
ดูจากราคาหุ้นธนาคารและตัวเลขทั้งหลายเมื่อ 8 ปีก่อน กับปัจจุบันก็ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องพูด
เรื่องการเมืองจะเข้ามายุ่งกับธนาคารนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตอบได้แล้ว เพราะวางระบบและทำอะไรรองรับไว้หมดแล้ว หากมีการรื้อระบบงานที่ทำไว้ให้แย่ลงก็คงจะช่วยไม่ได้ ผมออกไปแล้ว คนที่อยู่ก็ต้องต่อสู้กันต่อไป







