
รัฐบาลเร่งอัดฉีดเงินฝ่าโลกป่วยหนัก
แวดวงการเงินสัปดาห์นี้ต้องติดตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าธนาคารกลางหลายประเทศแห่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากมายก็ตาม
แวดวงการเงินสัปดาห์นี้ต้องติดตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าธนาคารกลางหลายประเทศแห่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากมายก็ตาม
อาทิ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่มปริมาณเงินรอบที่ 3 (คิวอี 3) และธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ตัดสินใจผ่อนคลายทางการเงินในการซื้อหลักทรัพย์ เพิ่มเป็น 80 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 3.14 หมื่นล้านบาท
สำหรับรัฐบาลไทยเองเพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกนโยบายการเร่งเบิกจ่ายเพื่อกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจภายในประเทศของไทยไม่ให้ชะลอเช่นกัน โดยสั่งการให้หน่วยงานเจ้าของกองทุนและทุนหมุนเวียนด้านเศรษฐกิจเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2555-2556 ซึ่งมีวงเงินเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 1.15 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้อาศัยโอกาสที่เกิดภัยแล้งในหลายประเทศ เพิ่มการส่งออกสินค้าอาหาร สินค้าเกษตร และวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพดและถั่วเหลืองไปสหรัฐเพิ่ม รวมถึงให้เพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวด้วย
ออมสินขึ้นดอกเบี้ยบ้าน 1%
แม้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจะคงไว้ที่ระดับต่ำไปอีกหลายปี เพราะทุกประเทศต้องดูแลการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอ แต่ธนาคารในไทยเริ่มขยับดอกเบี้ย โดย ธัชพล กาญจนกูล รองผู้อำนวยการอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สินเชื่อเคหะแบบพิเศษ ในส่วนของแพ็กเกจดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี จาก 3.45% เป็น 4.5% มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ปีนี้
สาเหตุที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ก็เพื่อลดการขาดทุน เนื่องจากอัตราเดิมที่ 3.45% นาน 3 ปี เป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในระบบทำให้ไม่คุ้มต้นทุน ที่สำคัญธนาคารน่าจะต้องการสภาพคล่องไว้รองรับการขยายสินเชื่อตามโครงการรัฐอีกมาก
ด้านธนาคารพาณิชย์หลายแห่งก็เริ่มปรับดอกเบี้ยขึ้นเพื่อแย่งเงินฝากแล้ว เพราะช่วงหลังภาคเอกชนและภาครัฐหันกู้ยืมเงินบาท แทนการกู้ยืมเงินสกุลต่างประเทศในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่มากขึ้น
ขณะที่ธนาคารกรุงไทย คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์มีโอกาสขยับขึ้นอีกเล็กน้อยก่อนถึงสิ้นปีนี้แน่นอน แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3% เนื่องจากการแข่งขันการระดมสภาพคล่องของสถาบันการเงินยังมีความรุนแรง ตามความต้องการสินเชื่อที่ขยับตัวสูงขึ้น
เช่นเดียวกับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่เห็นว่า การแข่งขันด้านเงินฝากจะอยู่ในระดับสูงต่อไป โดยธนาคารจะเน้นแคมเปญเงินฝากระยะยาวมากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าและรองรับสินเชื่อที่เติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งธนาคารได้ออกแคมเปญเงินฝากประจำพิเศษ 15 เดือน จ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.75% แต่ต้องฝากขั้นต่ำที่ 5,000 บาท ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ เตรียมออกโปรแกรมเงินฝากประจำ 9 เดือน ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 3.59 ในวันที่ 24 ก.ย.นี้
รัฐบาลรายได้หดเบรกลดภาษี
ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ชะลอปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เคยเตรียมจะปรับลดออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากกลัวว่าจะกระทบการเก็บรายได้ของประเทศ เพราะปีงบประมาณ 2555 ตั้งเป้าไว้ 1.98 ล้านบาท จะทำได้ต่ำกว่าเป้า เนื่องจากการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า จะทำให้รายได้ของประเทศหายไป 1.5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมสรรพากรเตรียมเสนอให้ปรับเพดานอัตราภาษีบุคคลธรรมดาลงเหลือ 35% จากขณะนี้เก็บสูงสุดอยู่ 37% ปรับขั้นของการเสียภาษีให้ถี่ขึ้น และลดการหักลดหย่อนให้น้อยลง จะทำให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรหายไปปีละ 3,000 ล้านบาท
การแยกยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาระหว่างสามีกับภรรยานั้น กรมสรรพากรจะทำตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ดำเนินการให้ทันวันที่ 1 ม.ค. 2556 นี้ แม้จะทำให้การเก็บภาษีบุคคลธรรมดาลดลงอีกจำนวนหนึ่งก็ตาม
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานและกรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาเพิ่มภาษีสรรพสามิตดีเซล ที่เป็นต้นเหตุทำให้การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า เพราะการลดภาษีน้ำมันดีเซลทำให้รายได้หายไปกว่า 1 แสนล้านบาท
ยกเว้นภาษีกองทุนเลี้ยงชีพ
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเห็นชอบแก้ไขหลักเกณฑ์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้สิทธิยกเว้นไม่ต้องนำเงินได้ไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับลูกจ้างที่ออกจากงานก่อนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ แต่ยังคงเงินสะสมและผลประโยชน์ทั้งจำนวนไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจนถึงอายุครบ 55 ปี
‘อมเรศ-วิชรัตน์’เจอคุกคดี ปรส.
วันที่ 17 ก.ย. ศาลอาญาพิพากษา จำคุก อมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส. คนละ 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี ในข้อหาเอื้อประโยชน์แก่บริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส. นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง
กฎแบงก์ใหม่ทำต้นทุนลูกค้าเพิ่ม
หยกพร ตันติเศวตรัตน์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงการบังคับใช้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินตามแนวทางบาเซิล 3 ว่า ในส่วนของไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศให้ใช้เกณฑ์ดำรงเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2556 เป็นต้นไป ส่งผลกระทบให้แบงก์มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นลดลง หรือต้องส่งต่อต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้
ปัจจุบันไทยพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 13-14% จึงไม่มีปัญหาที่จะต้องเพิ่มเงินทุนไปจนถึงปี 2558 แม้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารจะขยายตัวในอัตราที่สูง แต่ธนาคารก็มีกำไรสะสมที่เพียงพอ
ตลาดแรลลี–บ้านปูจุกหนี้
ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (17-21 ก.ย.) ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่รอบ 16 ปี ดัชนีวันศุกร์สุดท้ายของสัปดาห์ ปิดที่ 1,286.26 จุด เพิ่มขึ้น 3.58 จุด มูลค่าซื้อขาย 39,572.05 ล้านบาท โดยแนวโน้มตลาดจะมีความผันผวนตามกระแสข่าวที่เข้ามากระทบในแต่ละวัน
ขณะที่หุ้นบ้านปู (BANPU) ถูกขายหนัก จ่อหลุด 400 บาท โดยปิดที่ 404 บาท มูลค่าซื้อขาย 6,574 ล้านบาท จากข่าวศาลแพ่งให้จ่ายค่าเสียหายกลุ่ม “งานทวี” สูงกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้นักวิเคราะห์แห่ปรับลดน้ำหนักการลงทุนและลดประมาณกำไรสุทธิปีนี้พลิกเป็นขาดทุนสุทธิ หากจะต้องตั้งสำรองสูงทันทีมในปีนี้ และลดราคาเป้าหมายหุ้นลงอย่างมาก







