posttoday
ดันไทยขึ้นแกนแท่นเบอร์ 1 อาเซียน ผลิดอาหารแปนรูป

ดันไทยขึ้นแกนแท่นเบอร์ 1 อาเซียน ผลิดอาหารแปนรูป

20 กันยายน 2555

อุตสาหกรรมอาหารของไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตอาหารส่งออกไปทั่วโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับต้นของโลกในหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาทูน่า น้ำตาล ข้าว มันสำปะหลัง และสับปะรด เป็นต้น

อุตสาหกรรมอาหารของไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง และเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตอาหารส่งออกไปทั่วโลก และเป็นผู้ผลิตอันดับต้นของโลกในหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาทูน่า น้ำตาล ข้าว มันสำปะหลัง และสับปะรด เป็นต้น

แต่เมื่อสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง และจะมีการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 อุตสาหกรรมอาหารของไทยก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีการพัฒนา ไทยอาจจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันได้

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายในงานเสวนา เรื่อง “ตีแตกจุดอ่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดเออีซี” ที่จัดขึ้นโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสถาบันอาหาร ว่า จากการเปิดเออีซี ในปี 2558 กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร โดยต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอาหารแปรรูป และเป็นศูนย์กลางในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน

กระทรวงอุตสาหกรรมมีแนวทางจะพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตอาหารแปรรูป โดยใช้วัตถุดิบในไทย มีแหล่งวิจัยและพัฒนาอาหารให้หลากหลายรองรับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม มีการควบคุมมาตรฐานสินค้าทั้งระดับในประเทศและส่งออกให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเทียบเท่าสากล มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของทุกองค์ประกอบที่นำมาผลิตอาหาร ตั้งแต่วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และทรัพยากรอื่นๆ รวมทั้งมีตราสัญลักษณ์รับรองอาหารปลอดภัยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อให้อาหารไทยเป็นที่ยอมรับ

“การพัฒนาต้องเน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าและพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตของไทยให้ต่างชาติยอมรับ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในสินค้า โดยมีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการผลิตทุกขั้นตอน ก็จะสามารถทำให้ไทยมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารต่อไปได้”

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีอุปสรรคที่อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากเออีซีอย่างเต็มที่ คือ ต้นทุนการทำธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนแรงงาน ต้นทุนด้านพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเพื่อรองรับและแสวงหาประโยชน์จากเออีซีให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการใช้โอกาสจากตลาดทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร

เพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในช่วงที่จะเปิดเออีซี จะมีเม็ดเงินการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอาหาร รวมทั้งอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จากเดิมที่มีเม็ดเงินลงทุนเฉลี่ย 9,000 ล้านบาทต่อปี และมีการจ้างงานเกือบ 6,000 คนต่อปี ซึ่งจะมีทั้งนักลงทุนอาเซียนและนอกอาเซียน

เป็นผลจากประเทศไทยมีศักยภาพและปัจจัยดึงดูดการลงทุนที่เหนือกว่าประเทศคู่แข่งในหลายด้าน เช่น มีทำเลที่ตั้งเหมาะสม ตลาดที่มีขนาดใหญ่ กฎระเบียบ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ปัจจัยการผลิต เช่น แรงงาน วัตถุดิบ และอุตสาหกรรมสนับสนุนมีศักยภาพมาก ต้นทุนทางธุรกิจได้เปรียบประเทศอาเซียน จากการลดอัตราภาษีนิติบุคคลมาอยู่ในระดับต่ำที่ 20% ในปี 2556 ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุนส่วนใหญ่ น่าจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูป เป็นต้น

การเข้ามาลงทุนของต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งในตลาดอาเซียนและนอกอาเซียน โดยคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันที่การส่งออกอยู่ในระดับ 1 ล้านล้านบาท โดยจะเป็นการส่งออกไปตลาดอาเซียนมูลค่า 3.88 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.3% เพิ่มขึ้นจาก 22.4% ในปี 2555

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การลงทุนที่คึกคักจากต่างชาติ จะทำให้ตลาดอาหารภายในประเทศจะมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาตัวเองเพื่อรับมือเช่นเดียวกัน โดยอุตสาหกรรมไทยที่มีศักยภาพอาจจะขยายการลงทุนไปสู่ประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยการไปตั้งโรงงานผลิตและจัดจำหน่ายเอง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาการออกไปลงทุนนอกประเทศของธุรกิจอาหารยังมีไม่มากนักอยู่ที่ประมาณ 1001,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการส่งออกอาหารในปี 2555 ยังหวังว่าจะส่งออกได้มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่า 9.6 แสนล้านบาท โดยขณะนี้สามารถส่งออกได้แล้ว 78 แสนล้านบาท ยังไม่นับรวมการส่งออกข้าว ซึ่งการส่งออกข้าวที่ลดลงอาจทำให้มูลค่าหายไปประมาณ 1 แสนล้านบาท

โอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า บทบาทของไทยในฐานะผู้นำการผลิตอาหารของโลก จะต้องมีสต๊อกอาหารที่เพียงพอ และการบริหารสต๊อกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการบริโภคในประเทศ โดยไทยจะต้องเข้าไปลงทุนและสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในกลุ่มการปลูกพืชเกษตร การทำปศุสัตว์ และการประมง รวมถึงแปรรูปขั้นต้นในประเทศเพื่อนบ้าน และนำกลับมาเพิ่มมูลค่าให้เป็นสินค้าคุณภาพสูงในไทย เพื่อบริโภคในประเทศและส่งออก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ