
จารุพงศ์ยืดอกรับประกันปลัดคนใหม่
ย้ำสุดเหมาะสมเป็นคนเรียนดี‘ทีซีดีซี’หนุนรถไฟความเร็วสูง
ย้ำสุดเหมาะสมเป็นคนเรียนดี‘ทีซีดีซี’หนุนรถไฟความเร็วสูง
“จารุพงศ์” ย้ำตั้ง “วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี” นั่งแท่นปลัดคมนาคมเหมาะสม ระบุการย้ายข้ามห้วยไม่ผิดกฎหมาย
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การที่ ครม.แต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี มาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ เป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะ พล.ต.อ.วิเชียร มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม แม้ว่าจะเป็นบุคคลจากภายนอกกระทรวงคมนาคมก็ตาม โดยมองว่าเป็นมิติใหม่และไม่ผิดกฎหมาย หรือระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ในการแต่งตั้งโยกย้ายแต่อย่างใด และในระเบียบข้อกำหนดก็กำหนดไว้ชัดเจนให้มีการโยกย้ายสับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม
นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าการเข้ามารับตำแหน่งของ พล.ต.อ.วิเชียร นั้น จะไม่ถูกต่อต้านจากสำหรับที่หลายฝ่ายได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการแต่งตั้งบุคคลจากภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม อาจจะได้รับการต่อต้านจากข้าราชการระดับสูงในกระทรวงคมนาคมแน่นอน และเชื่อว่าจะสามารถสานต่องานตามนโยบายของรัฐบาลได้ตามเป้าหมาย อาจจะไม่ได้ตามเป้าหมายนั้น ในเรื่องนี้ยืนยันได้ว่า ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เคยมีข้าราชการระดับ 10 คนใด มาวิ่งเต้นกับตนเลย ซึ่งทำให้ภาพที่ตนมองกับกระทรวงคมนาคมดีมาก ไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม
“ผมเคยเป็นปลัดกระทรวงมาถึง 2 กระทรวง และเคยย้ายข้ามห้วยมากว่า 45 ครั้ง ดังนั้นการโยกย้ายข้ามกระทรวงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ประกอบกับคุณสมบัติของ พล.ต.อ.วิเชียร ที่มารับตำแหน่งปลัดคมนาคมนั้นก็เหมาะสมมาก เพราะจากประวัติพบว่าเป็นนักเรียนเรียนดี ดังนั้นการทำงานน่าจะเชื่อมต่อและประสานงานให้การทำงานไปได้ด้วยดี โดยเชื่อว่าจากที่เคยเป็นตำรวจก็น่าจะเข้ามาดูแลงานจราจรควบคู่ไปกับงานก่อสร้างได้เช่น ถนนทางหลวงเสียหาย ซึ่งเกิดจากรถบรรทุกน้ำหนักเกิน ซึ่งในส่วนนี้จะประสานและกวดขันได้ ซึ่งมั่นใจว่าเป็นจุดเด่น” นายจารุพงศ์ กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันเดียวกันนายจารุพงศ์ ยังได้กล่าวขณะเป็นประธานลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบินระหว่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กับ สถาบันการบินพลเรือน(สบพ.) ว่า การร่วมมือกันระหว่าง ทอท. กับ สบพ.นั้นจะร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรทางการบิน 3 สาขา คือ สาขาการจัดการขนส่งสินค้าทางอากาศ ,สาขานิรภัย ,และ สาขาการรักษาความปลอดภัยด้านการบิน
ทั้งนี้ ความร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการคัดเลือกบุคลากรและนำบุคลากรมาฝึกพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพในการทำงาน
ด้านศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบและฝ่ายวางแผนการท่องเที่ยวฯ หนุนคมนาคมสร้างรถไฟความเร็วสูง ลดต้นทุนโลจิสติกส์และส่งเสริมการท่องเที่ยวนายนพดล วีรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและบริหารพื้นที่ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center : TCDC) เปิดเผยในการเสวนาทางวิชาการ “Transport Academic Forum” ว่า การลงทุนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เพราะหากไทยมีรถไฟความเร็วสูงจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและเพิ่มความเร็วในการคมนาคมขนส่ง รวมทั้งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
ทั้งนี้ ยังเป็นการปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยจากการพึ่งพาการส่งออก "Exportled Growth” เป็นการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ “Balance Growth with Export & Domestic Growth” โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว
“โครงการรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เป็นเพียงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะเท่านั้น แต่ถือเป็นโครงกระดูกหลักในการขนส่งสินค้าในภูมิภาคอีกด้วย ช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า เพราะรถไฟความเร็วสูง 1 ขบวน ขนส่งสินค้าได้ 100 เมตริกตัน ขณะที่ต้องขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกถึง 200 คัน ประหยัดการนำเข้าน้ำมันได้ปีละ 4 แสนล้านบาท และหากรถไฟความเร็วสูงสร้างเสร็จจะทำให้ระบบการส่งสินค้าตรงตามเวลาได้มากขึ้น” นายนพดล กล่าว
นอกจากนี้ ประโยชน์จากโครงการรถไฟความเร็วสูงยังส่งผลให้ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลังของไทยลดลงโดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งช่วยส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอทอป) ให้ส่งของได้รวดเร็วทั่วไทยอย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาเส้นทางจะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมใหม่และเมืองใหม่เกิดขึ้นทุกที่ที่รถไฟความเร็วสูงผ่านไปถึงอีกด้วย
นายสันติ ชุดินทรา ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า ในต่างประเทศโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้กลุ่มตลาดเป้าหมายที่มีแนวโน้มเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลี รัฐเซีย และออสเตรเลีย โดยการท่องเที่ยวหวังที่จะขยายตลาดในระดับสูงโดยเร่งสร้างการรับรู้และขยายเครือข่ายภาคีทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่การท่องเที่ยวต้องการในส่วนของไทยคือ การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งควรพัฒนาอย่างครบวงจรเช่นเดียวกันกับสนามบิน หากมีท่าเรือดังกล่าวเช่นเดียวกับสิงคโปร์ คาดว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยจะดีขึ้น
“ปัจจุบันระบบขนส่งมวลชนของไทยยังไม่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากนัก ยกตัวอย่าง โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งปลายทางอยู่ที่พญาไท แต่ความต้องการของนักท่องเที่ยวคือต้องการไปโรงแรมที่พัก ดังนั้น การใช้แอร์พอร์ตลิงก์จึงยังไม่ตอบสนองความต้องการ เท่ากับการใช้บริการแท็กซี่” นายสันติ กล่าว







