
การละเมิดเครื่องหมายการค้า
กรมทรัพย์สินทางปัญญาและพาณิชย์จังหวัดเร่งตรวจสอบการขายสินค้าปลอมตามตลาดนัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ยาสระผม ครีมทาผิว ซีอิ๊ว น้ำปลา กาแฟ เหล้า น้ำหอม กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมปลอม ที่วางขายอยู่ตามตลาดนัด และวางมาตรการเด็ดขาดห้ามผู้เช่าสถานที่ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เพิ่มบทบัญญัติให้การละเมิดเครื่องหมายการค้าสินค้า
กรมทรัพย์สินทางปัญญาและพาณิชย์จังหวัดเร่งตรวจสอบการขายสินค้าปลอมตามตลาดนัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ยาสระผม ครีมทาผิว ซีอิ๊ว น้ำปลา กาแฟ เหล้า น้ำหอม กระเป๋า รองเท้าแบรนด์เนมปลอม ที่วางขายอยู่ตามตลาดนัด และวางมาตรการเด็ดขาดห้ามผู้เช่าสถานที่ขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ ครม.ได้ผ่านความเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เพิ่มบทบัญญัติให้การละเมิดเครื่องหมายการค้าสินค้า
โดยทำสินค้าปลอมแล้วนำมาบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายการค้าถูกต้อง ให้ถือว่าละเมิดเครื่องหมายการค้าด้วย ซึ่งคาดว่าจะออกเป็นกฎหมายในปีหน้า และยังเตือนประชาชนที่นำบรรจุภัณฑ์เหลือใช้ขายให้ผู้รับซื้อของเก่า ให้ทำลายผลิตภัณฑ์ก่อน เพราะบรรจุภัณฑ์เหล่านี้มักจะนำมาบรรจุสินค้าปลอมด้วยส่วนหนึ่ง
มีผู้อ่านถามทนายคลายทุกข์เกี่ยวกับความหมายของเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายอื่นๆ ที่ใช้กับสินค้า สิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้า รวมถึงบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา เกี่ยวกับการละเมิดเครื่องหมายการค้าว่ามีอย่างไรบ้าง ทนายคลายทุกข์จึงนำมาเสนอกับท่านผู้อ่านเป็นหัวข้อ ดังต่อไปนี้
1.ความหมายของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายอื่นที่เกี่ยวกับสินค้า
“เครื่องหมายการค้า” หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น แตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น
“เครื่องหมายบริการ” หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายของเจ้าของเครื่องหมายบริการนั้น แตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการของบุคคลอื่น
“เครื่องหมายรับรอง” หมายความว่า เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองเกี่ยวกับแหล่งกำเนิด ส่วนประกอบ วิธีการผลิต คุณภาพ หรือคุณลักษณะอื่นใดของสินค้านั้น หรือเพื่อรับรองเกี่ยวกับสภาพ คุณภาพ ชนิด หรือคุณลักษณะอื่นใดของบริการนั้น
“เครื่องหมายร่วม” หมายความว่า เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้หรือจะใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่มเดียวกันหรือโดยสมาชิกของสมาคม สหกรณ์ สหภาพ สมาพันธ์ กลุ่มบุคคลหรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน
2.เครื่องหมายการค้าที่รับจดทะเบียนได้ตามกฎหมายไทย
พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534
มาตรา 6 เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ต้องประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้
(1) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ
(2) เป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ และ
(3) ไม่เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่บุคคลอื่นได้จดทะเบียนไว้แล้ว
3.สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้ประโยชน์ในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้ว (สิทธิทางแพ่ง)
มาตรา 44 ภายใต้บังคับมาตรา 27 และมาตรา 68 เมื่อได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้
4.สิทธิทางแพ่งของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย
มาตรา 46 บุคคลใดจะฟ้องคดี เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดสิทธิดังกล่าวไม่ได้
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน ในอันที่จะฟ้องคดีบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น
5.บทลงโทษทางอาญาสำหรับผู้ละเมิด
ปลอมเครื่องหมายการค้า
มาตรา 108 บุคคลใดปลอมเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสี่ปี หรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เลียนเครื่องหมายการค้า
มาตรา 109 บุคคลใดเลียนเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ เครื่องหมายรับรอง หรือเครื่องหมายร่วมของบุคคลอื่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ







