posttoday
อย่าเพิ่งหวังผลเลิศจากมาตรการ QE 3

อย่าเพิ่งหวังผลเลิศจากมาตรการ QE 3

19 กันยายน 2555

การเพิ่งหวังผลเลิศจากมาตรการ QE 3

การเพิ่งหวังผลเลิศจากมาตรการ QE 3

หลังจากที่รอลุ้นมาตั้งแต่ต้นปี ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด (Federal Reserve : Fed) ก็ยอมทำตามกระแสเรียกร้องของนักลงทุน โดยการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณรอบที่ 3 หรือคิวอี 3 (Quantitative Easing : QE 3) ประกอบกับความพยายามในการจัดการวิกฤตฟากฝั่งยุโรปก็ค่อนข้างราบรื่น ทำให้ตลาดหุ้นและตลาดทองคำต่าง “กระดี๊กระด๊า” ขึ้นกันยกแผง

โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี เมื่อสัปดาห์ก่อนต่อเนื่องถึงวันจันทร์ ก่อนปรับตัว “หย่อน” ลงไปหน่อยในวันอังคาร ซึ่งปิดตลาดที่ระดับ 1,272.86 จุด ส่วนราคาทองคำในประเทศก็ขายกันแถวๆ 2.6 หมื่นบาท ในขณะที่ทองต่างประเทศก็จ่อ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่เงินบาทก็แข็งขึ้น เห็นตัวเลข 30 กว่าบาทต่อเหรียญสหรัฐ

และไม่เพียงจะมีข่าวดีจากฝั่งอเมริกาเท่านั้น ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวจากฝั่งยุโรปที่เสริมความสดใสให้กับตลาดการเงินและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการซื้อพันธบัตรรัฐบาลแบบไม่อั้นของธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี (European Central Bank : ECB) และศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี ที่ “ไฟเขียว” ยอมให้รัฐบาลเยอรมนีเข้าร่วมในการจัดตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป(European Stability Fund) หรือกองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือทางการเงินให้กับประเทศในแถบยุโรปที่ประสบปัญหาด้านสภาพคล่อง

นับว่าเป็นข้อได้เปรียบของเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรป ที่แม้จะมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่ก็สามารถ “พิมพ์แบงก์” คืนเจ้าหนี้ต่างประเทศได้ ทั้งนี้หนี้สินที่อเมริกาก่อขึ้น ก็เป็นหนี้สินสกุลเหรียญสหรัฐ ในขณะที่หนี้ทางฝั่งยุโรปก็อยู่ในสกุลยูโร ซึ่งทั้งสองสกุลก็เป็นเงินสกุลหลักที่หมุนเวียนมากที่สุดในโลก ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณเงินเพื่อใช้คืนหนี้หรือกระตุ้นเศรษฐกิจได้

แต่คนที่ “รับกรรม” คือผู้ที่ถือครองเงินสดและพันธบัตรในสกุลเงินทั้งสอง ซึ่งก็คือ “เจ้าหนี้” และ “ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ” (หรือ Foreign Exchange Reserve) ของประเทศต่างๆ ที่มักจะถือครองเงินตราทั้งสองสกุลในปริมาณมากและเป็นสัดส่วนหลักของทุน

ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีปริมาณหรืออุปทานของเงินมากขึ้น ย่อมทำให้ค่าของเงินด้อยลง หรือเงินเท่าเดิมจะซื้อของได้น้อยลง หรือราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเป็นเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินยูโร ซึ่งเห็นได้จากระดับราคาสินทรัพย์ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำและน้ำมัน

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ “ความมั่งคั่ง” หรือกำลังซื้อลดลง ผู้ที่ถือครองเงินสกุลหลักทั้งสองจึงต้องพยายามเปลี่ยนสภาพการถือครองเงินเป็นทรัพย์สินอื่นแทน ซึ่งจะทำให้เกิด “แรงขาย” เงินเหรียญสหรัฐและยูโรเพื่อซื้อสินทรัพย์ทั้งที่เสี่ยงและไม่เสี่ยง ทำให้เกิด “แรงซื้อ” ในสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Asset) และสินทรัพย์ที่เป็นสวรรค์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำ เป็นต้น

เมื่อผสมผสานกับ “แรงเก็งกำไร” ที่มักจะเล่นกับข่าวเก่าๆ เหตุผลเดิมๆ ตลาดหุ้นและตลาดทองคำจะพุ่งพรวดขึ้นอย่าง “เมามัน” ระยะหนึ่ง แต่เมื่อตลาดเริ่ม “รู้สึกตัว” ว่ามาตรการต่างๆ ที่ระดมออกมาดังกล่าวอาจไม่ “แสดงผล” ในทันที แม้จะใช้ “ยาแรง” แล้วก็ตาม เพราะอาการที่ปล่อยให้เรื้อรังมาค่อนข้างนาน อาจทำให้เกิดการ “ดื้อยา” เพราะมาตรการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคืนพันธบัตรหรือคิวอีต่างก็ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็น “อาวุธลับ” ที่งัดออกมาใช้บ่อยๆ จนไม่ค่อยลับและใช้ไม่ค่อยได้ผลแล้ว

ความคาดหวังที่จะใช้มาตรการเหล่านี้แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจึงอาจมีอุปสรรคอีกหลากหลาย เช่น การแก้ปัญหาหนี้สาธารณะในฝั่งยูโรอาจไม่ได้ผล เพราะเงื่อนไขมหาโหดที่ประเทศขอรับการช่วยเหลือต้องรับไปปฏิบัติ อาจทำให้ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถรับเงื่อนไขได้ หรืออาจทนไม่ได้กับความลำบากจากเศรษฐกิจที่หดตัว ในขณะที่ราคาสินค้ากลับแพงขึ้น และยังขาดรายได้จากภาวะการว่างงานที่ขยายตัวมากขึ้นในฟากฝั่งยุโรป

ส่วนมาตรการคิวอีในฝั่งอเมริกา ที่คาดหวังว่าเม็ดเงินที่อัดฉีด 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซื้อพันธบัตรอย่างไม่จำกัดระยะเวลา จะช่วยกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว กระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราการว่างงาน

แต่จากที่ออกมาแล้วสองครั้ง ปรากฏว่าด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในกลับไม่ได้ผลตามคาด โดยเงินจำนวนมากกลับไหลออกไป “เก็งกำไร” นอกประเทศ ทำให้เกิด “กระแสเงินร้อน” ที่สร้างความผันผวนในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะในตลาดเอเชียเช่นบ้านเรา

คงต้องเตือนๆ กันว่าอย่าเพิ่งตื่นเต้นกับ “กระแสเงินร้อน”เหล่านี้ เพราะอาจสร้าง “ความเดือดร้อน” ให้กับเรา แทนที่จะแก้วิกฤตของตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท