
UAC...ตีเหล็กเมื่อยังร้อน
ไม่น่าประหลาดใจเมื่อคณะกรรมการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ หรือ UAC มีมติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จาก 1 บาทเป็น 0.50 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นชำระแล้วเพิ่มขึ้นจาก 198,374,739 หุ้น เป็น 396,749,478 หุ้น
ไม่น่าประหลาดใจเมื่อคณะกรรมการ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ หรือ UAC มีมติให้เปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จาก 1 บาทเป็น 0.50 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นชำระแล้วเพิ่มขึ้นจาก 198,374,739 หุ้น เป็น 396,749,478 หุ้น
หลังจากนั้นบริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนด้วยการออกหุ้นใหม่ 156,200,000 หุ้น จัดสรรไว้รองรับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญ (UACW1) จำนวน 79.4 ล้านหุ้น จัดสรรเพื่อเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม 39.7 ล้านหุ้น ในอัตรา 10 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ จัดสรรเพื่อเสนอขายให้ประชาชนทั่วไป 24.3 ล้านหุ้น และจัดสรรไว้รองรับการใช้สิทธิ UACW1 อีกจำนวน 12.8 ล้านหุ้น ซึ่งจะดำเนินการจัดสรรอีกครั้งหลังการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้เสร็จสิ้นลง ส่วนราคาขายหุ้นเพิ่มทุนยังไม่ได้กำหนด
นอกจากนั้นบริษัทยังมีมติให้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิเพื่อซื้อหุ้นสามัญ (UACW1) จำนวน 92.2 ล้านหน่วย จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ถือหุ้นเดิมที่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน และนักลงทุนทั่วไปที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ในอัตรา 5 หุ้นต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยไม่คิดมูลค่าและมีราคาใช้สิทธิที่ 7.50 บาทต่อหุ้น
สำหรับการเพิ่มทุนครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินลงทุน สำหรับพัฒนาโครงการพลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนในอนาคต และเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างเงินทุนของบริษัท เพราะบริษัทจะมีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในการขยายธุรกิจจากการใช้สิทธิของ UACW1
การประกาศเพิ่มทุนของ UAC ครั้งนี้ เปรียบเสมือนการตีเหล็กเมื่อยังร้อน เป็นการเพิ่มทุนที่เกิดขึ้นหลัง
งานไทยแลนด์โฟกัส 2012 เพิ่งจะจบลงไปเพียง 2 สัปดาห์ หลังจากงานดังกล่าว UAC นักลงทุนสถาบันได้ขอนัดพบแบบตัวต่อตัวกับ “กิตติ ชีวะเกตุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ UAC เพื่อขอข้อมูล จนคิวแน่นถึงช่วงกลางเดือน ก.ย.
UAC เป็นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บริษัทเดียวของตลาด เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่นักลงทุนต้องการพบในงานไทยแลนด์ โฟกัส
คำถามหลักที่ 4 ผู้จัดการกองทุนจากไทย ยุโรป ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถามมาคือ ทำไม UAC ซึ่งเป็นบริษัทขนาดเล็กมียอดขายเพียงหลักพันล้านบาทและกำไรสุทธิไม่ถึง 100 ล้านบาท ถึงมุ่งทำธุรกิจพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก
“กิตติ” การที่ UAC มุ่งทำธุรกิจนี้ เป็นเพราะประเทศไทยมีทรัพยากรทางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ ที่นำไปทำเป็นก๊าซพลังงานชีวมวลและพลังงานทางเลือกได้หลายอย่าง เนื่องจากไทยเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมจึงไม่ต้องห่วงเรื่องวัตถุดิบ ขณะที่ความต้องการใช้พลังงานกลับจะมีมากขึ้นในอนาคต อีกทั้งราคาพลังงานก็มีแต่จะปรับขึ้นเรื่อยๆ จึงเห็นว่า หากเริ่มลงทุนและทำตอนนี้จะทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอีก 3 ปี และมีความมั่นคงหลังจากนั้น
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและเทคโนโลยี ที่จะนำวัตถุดิบพืชพลังงานต่างๆ มาผลิตเป็นพลังงานทางเลือกให้กับประเทศ โดยปัจจุบันบริษัทมีโครงการผลิตก๊าซชีวภาพอัดความดันสูง (CBG) จากมูลสุกร จำนวน 1 แห่งที่เชียงใหม่ ซึ่งจะเริ่มรับรู้รายได้ปีนี้ 20 ล้านบาท ปีหน้า 60-70 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการพัฒนานำหญ้าเนเปียร์ที่มีเกษตรกรปลูกอยู่ทั่วไปมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนด้วย
“กิตติ” กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการรออนุมัติขอประกอบกิจการโครงการ CBG อีก 16 โครงการ แบ่งเป็น UAC เป็นผู้ลงทุนเอง 10 โครงการ ส่วนอีก 6 โครงการเป็นการร่วมลงทุนกับเจ้าของพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เม็ดเงินลงทุนในการก่อสร้างโครงการละ 100 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะเริ่มลงทุนได้อีก 1 โครงการ
ส่วนโครงสร้างทางการเงินคงเป็นรูปแบบเดิม คือ กู้จากสถาบันการเงินและเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทอย่างละ 50% ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนในการหาพันธมิตร
“นักลงทุนสถาบันที่เข้าพบบริษัทนอกจากต้องการรู้ทิศทางการเติบโตแล้ว กองทุนยังแสดงเจตนารมณ์ว่าสนใจที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเช่นกัน โดบริษัทมีหุ้นเพิ่มทุนที่ยังไม่ได้จำหน่าย 22 ล้านหุ้น ซึ่งอาจเปิดกว้างให้สถาบันเข้ามาซื้อได้ โดยคาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้”
ทั้งนี้ UAC ยินดีที่จะตอบรับคำเชิญจากนักลงทุนสถาบันทุกแห่งในการเข้ามาพูดคุยหรือหารือกับบริษัท เพียงแต่ตอนนี้บริษัทขอไปทำผลการดำเนินงานให้เพียบพร้อมก่อนในช่วง 3 ปีนี้ เพราะบริษัทมีเป้าหมายว่าภายในปี 2558 บริษัทจะทำให้สัดส่วนรายได้จากการนำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์กับธุรกิจพลังงานทางเลือกให้เท่ากันที่ 50% ซึ่งจะทำให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดพอดีกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
“กิตติ” กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจบริษัทต่อเนื่องจนราคาหุ้นก้าวสู่ที่ระดับ 10 บาทต่อหุ้น จากราคาเปิดจองครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่ 4 บาท ทั้งๆ ที่บริษัทเพิ่งเข้าจดทะเบียนใน mai เพียง 2 ปีกว่า นั่นเป็นเพราะนักลงทุนเห็นพ้องกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจว่ามีโอกาสเติบโต แต่เข้าใจว่าสภาพคล่องของหุ้นบริษัทยังมีน้อย แม้ที่ผ่านมาจะมีการจ่ายปันผลเป็นหุ้นมาแล้ว 2 ครั้งก็ตาม เพราะส่วนใหญ่นักลงทุนจะถือลงทุนระยะยาวมากกว่า
“ความที่บริษัทชอบมองแบบอนุรักษนิยม ดังนั้นการลงทุน การหาพันธมิตร การเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น (ฟรีโฟลต) การขยายงานของบริษัทจึงเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป”
“กิตติ” ให้ความเห็นว่า ตัดสินใจไม่ผิดที่บริษัทได้เข้ามาระดมทุนใน mai เพราะทำให้บริษัทมีแหล่งระดมทุน และได้รับความไว้วางใจจากสถาบันการเงินให้กู้ยืมเพื่อขยายกิจการต่อไป ที่สำคัญทำให้เป็นที่รู้จักของนักลงทุนสถาบันต่างประเทศด้วย
“UAC ขอเป็นบริษัทเล็กที่ตั้งใจและขยันทำงานเพื่อให้พนักงานและผู้ถือหุ้นทุกคนได้เก็บเกี่ยวความสำเร็จพร้อมกันในอีก 3 ปีข้างหน้า ถึงตอนนั้นจะมาประเมินผลประกอบการและอนาคตกันใหม่ เพราะหวังว่า UAC จะเป็นทั้งหุ้นที่เติบโตและจ่ายปันผลสูง”







