
ดัชนีใหม่1,400จุด
โบรกเกอร์เฮ เพิ่มเป้าดัชนีปีนี้ 1,400 จุด หลังสัญญาณเงินทะลักเข้าหุ้น ขณะที่ HSBC เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย
โบรกเกอร์เฮ เพิ่มเป้าดัชนีปีนี้ 1,400 จุด หลังสัญญาณเงินทะลักเข้าหุ้น ขณะที่ HSBC เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย
นางอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโส บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส กล่าวว่า ได้ปรับเพิ่มเป้าดัชนีเป็น 1,400 จุด จากเดิม 1,300 จุด เพราะผลของเฟดจะทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นมากขึ้น และคาดว่าในส่วนของอัตรากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเติบโต 16%
บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS) ระบุว่า ผลของเฟดทำให้กองทุนและ บล.ปรับเพิ่มเป้าดัชนีปีนี้เกิน 1,300 จุด โดยในส่วนของ CNS ได้เพิ่มเป้าดัชนีปีนี้เป็น 1,335 จุด จากเดิม 1,289 จุด เพราะประเมินว่าผลของมาตรการคิวอี 3 รอบนี้ จะทำให้ตลาดหุ้นมีสภาพคล่องไหลเข้ามาจำนวนมาก และเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ พลังงาน ปิโตรเคมี เช่น บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA)
สำหรับคำแนะนำในส่วนของพอร์ตลงทุนระยะสั้น ให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเป็น 60% จากเดิม 40%
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ในภาวะที่สภาพคล่องท่วมโลกจากการดำเนินมาตรการคิวอี 3 ทำให้มีโอกาสสูงมากที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย และหากเงินทุนไหลเข้ามามากๆ ก็เป็นไปได้ที่หุ้นไทยจะขยับขึ้นไปซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 15 เท่า หรือดัชนีก็มีโอกาสที่จะขยับขึ้นไปที่ 1,325 จุด แต่หากดู พี/อี ตลาดหุ้นที่เทียบเคียงกับอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ ที่มองว่าปีนี้จะเติบโต 16.1 ตลาดหุ้นก็จะซื้อขายที่ พี/อี 14 เท่า หรือดัชนีจะอยู่ที่ 1,237 จุด
บทวิเคราะห์ ASP ระบุว่า ตลอดช่วงเดือน ก.ย.นี้ นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อสะสมหุ้นไทยและมีโอกาสเกิดขึ้นมากถึง 71% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฤดูกาลและผลจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
ศูนย์วิจัยธนาคารเอชเอสบีซี ได้ประกาศเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะมองว่าเป็นตลาดที่มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งในระยะยาว ขณะที่ราคาหุ้นอยู่ในระดับที่สมเหตุผล โดยซื้อขายที่ พี/อี 11 เท่า ของตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการ ที่คาดว่าอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นปีนี้จะอยู่ที่ 17.2% และมีความเป็นไปได้ที่จะเติบโตเกินคาดหมายในระยะสั้น และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจ ขณะที่ความเสี่ยงทางการเมืองผ่อนคลายลง
“ปีนี้ต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยรวม 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้ทยอยขายออกไป 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เดือน พ.ค. เราคาดว่าจะมีกองทุนรวมต่างๆ เข้ามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากจำนวนหุ้นไทบที่มีในพอร์ตขณะนี้ต่ำกว่าค่ามาตรฐานของน้ำหนักลงทุนที่ให้กับประเทศไทย ราคาหุ้นไทยขณะนี้ซื้อขายที่ พี/อี 11 เท่าของตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการที่ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีตและใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นในเอเชียที่ 10.9 เท่า แม้ว่าบริษัทไทยจะมีการขยายตัวของผลประกอบการที่ดีกว่า คือ 17.2% เทียบประเทศอื่น 11.4%”
นายเลอีฟ เอสก์เซน นักเศรษฐศาสตร์ของเอชเอสบีซี เชื่อว่า นโยบายการคลังของไทยจะสนับสนุนเศรษฐกิจได้ในปีนี้ ที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากปัญหาเงินทุนไหลออกและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ยังระบุว่า ถ้าพิจารณาอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น พบว่าหุ้นหมวดค้าปลีกให้ผลตอบแทนดีที่สุดและราคาหุ้นยังไม่แพงจนเกินไป







