
ถึงเวลาของ "บางกอกเชน ฮอสปิทอล"
ราคาหุ้นบริษัท บางกอกเชน ฮอสปิทอล (BCH) ของ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด โดยไตรมาส 3 จนถึงปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นเพียง 1% เทียบกับตลาดหุ้นไทย 7% และราคายังถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ปรับตัวขึ้นไปแล้ว 10% และ 16% ตามลำดับ
ราคาหุ้นบริษัท บางกอกเชน ฮอสปิทอล (BCH) ของ นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด โดยไตรมาส 3 จนถึงปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นเพียง 1% เทียบกับตลาดหุ้นไทย 7% และราคายังถูกเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้งบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) และบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ที่ปรับตัวขึ้นไปแล้ว 10% และ 16% ตามลำดับ
BCH ซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) สำหรับปี 2555 เพียง 0.8 เท่า ต่ำกว่า BGH ที่ 1 เท่า และ BH ที่ 1.2 เท่า
กระนั้นก็ตามการเพิ่มขึ้นของหุ้น BCH 40% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนเพราะแผนเปิดเดอะ เวิลด์ เมดิเคิล เซ็นเตอร์ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเดือน พ.ย.นี้ ได้ทำให้มูลค่าสินทรัพย์คือหุ้น 48% ใน BCH ที่ นพ.เฉลิม มีทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 8,835 ล้านบาท ผลักดันให้เขากลายเป็นเศรษฐีอันดับ 33 ในเมืองไทย จากทั้งหมด 40 อันดับ ที่นิตยสารฟอร์บส์ จัด ตามหลัง “อนันต์ อัศวโภคิน” ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ผู้เป็นหลานชายเศรษฐีไทยอันดับที่ 18
นพ.เฉลิม กล่าวว่า ปีนี้และปีหน้าบริษัทยังตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ดังเช่นทุกปีจากปี 2554 ที่มีรายได้ 3,903 ล้านบาท
รายได้ของบริษัททรุดลงไป 2 ปีต่อเนื่องกัน คือปี 2553 และ 2554 จาก 4,670 ล้านบาท ในปี 2552 เป็น 4,370 ล้านบาท ในปี 2553 และ 3,903 ล้านบาท ในปี 2554 เนื่องมาจากยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้คนไข้ออกจากระบบ 45 แสนคน ทำให้รายได้ลดลง 20% แต่ทำให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า คาดว่า ฤดูกาลของธุรกิจโรงพยาบาลที่มีกระแสตอบรับจากผู้ใช้บริการกลุ่มเงินสดสูงขึ้น โดยเฉพาะจาก BCH สาขาประชาชื่น ทำให้ภาพรวมอัตราการเติบโตของรายได้จากกลุ่มลูกค้าเงินสด ช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. 2555 ปรับเพิ่มเป็นกว่า 87% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก 2-3% ในช่วงไตรมาส 2 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะเดียวกันรายได้กลุ่มประกันสังคมที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งปกติช่วงฤดูฝนของทุกปีจะมีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยภายในค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงประเมินแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 ลุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่
“เบื้องต้นคาดว่าไตรมาส 3 BCH จะมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท เติบโตกว่า 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 13% จากไตรมาส 2 ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นประมาณการกำไรทั้งปี 2555 จากปัจจุบันที่ 864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน”
นพ.เฉลิม กล่าวว่า เป้าหมายของ BCH จะเป็นโรงพยาบาลเพื่อผู้ป่วยที่มีรายได้ปานกลางต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายลูกค้าสู่ผู้ป่วยที่มีรายได้ระดับบนและระดับล่างด้วย เพื่อบริการได้อย่างครบวงจรในลูกค้าทุกประเภท จากผู้ประกอบการโรงพยาบาลขนาดใหญ่เอกชนอีก 2 แห่ง คือ BGH ที่เน้นผู้ป่วยที่มีรายได้ระดับกลางบนมาตลอด และ BH ที่เน้นผู้ป่วยที่มีรายได้ระดับบน
“ตลาดกลางเป็นตลาดที่ใหญ่ ตลาดบนเงินแม้เป็นตลาดเล็กแต่มีกำลังจ่ายมาก ขณะที่ตลาดล่างนั้นเป็นพื้นฐานของประเทศ ปัจจุบันเราเป็นโรงพยาบาลที่มีลูกค้าจ่ายเงินสด 70% อีก 30% เป็นลูกค้าประกันสังคม”
BCH เตรียมเปิดตลาดระดับบนด้วยการใช้เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท เปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ ภายใต้ชื่อเดอะ เวิลด์ เมดิเคิล เซ็นเตอร์ บนถนนแจ้งวัฒนะ ในเดือน พ.ย. 2555 จำนวน 324 เตียง โดยทยอยเปิดเริ่มแรก 120-130 เตียง สำหรับกลุ่มผู้ป่วยในและห้องตรวจผู้ป่วยนอกที่รองรับได้กว่า 600 คนต่อวัน
กลุ่มเป้าหมายลูกค้าเป็นลูกค้ารายได้สูง รวมถึงกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติในอนาคต โดยคาดว่าเบื้องต้นค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยที่ 3,000 บาทต่อราย สำหรับผู้ป่วยนอก และ 7 หมื่นบาทต่อราย สำหรับกลุ่มผู้ป่วยใน โดยหวังว่าจะคุ้มค่าใช้จ่ายใน 10 เดือน เข้าสู่จุดคุ้มทุนปีที่ 2 และมีกำไรใน 56 ปี
นักวิเคราะห์ บล.ไอร่า เชื่อว่าโรงพยาบาลที่จะเปิดเดือน พ.ย.นี้ จะเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อผลการดำเนินงานของ BCH ในระยะยาว และประเมินรายได้จากโครงการดังกล่าวในปี 2556 ที่ 535 ล้านบาท
หลังจากเปิดโรงพยาบาลดังกล่าว นพ.เฉลิม กล่าวว่า ยังมีแผนจะเปิดโรงพยาบาลที่รามคำแหง โดยขณะนี้มีที่ดินแล้ว และคาดว่าจะเริ่มสร้างโรงพยาบาลแห่งนี้ก่อนเดือนเม.ย.ปีหน้า
นอกจากนั้น ยังมีแผนขยายโรงพยาบาลไปยังด่านแม่สาย โรงพยาบาลที่เชียงแสนและเชียงของ จ.เชียงราย อีกด้วย
“การเตรียมการรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เราคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อม อยากเติบโตอย่างยั่งยืนมากกว่าหวือหวา เพราะกฎเกณฑ์และความต้องการของแต่ละประเทศใน 10 ประเทศอาเซียนนั้นแตกต่างกัน การรุกออกไปไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้เวลาศึกษา”
นพ.เฉลิม กล่าวว่า การเริ่มออกไปอย่างไม่เสี่ยงมากคือการรับจ้างบริหาร หรือการเปิดโรงพยาบาลแถบชายแดน
“ผมว่าต้องใช้เวลา 8-10 ปี กว่าที่จะรุกไปเปิดโรงพยาบาลในอาเซียนได้ เพราะมีขั้นตอนการเปิดเออีซี เพราะเคยมีโรงพยาบาลอื่นรุกออกไปและเจ็บตัวกลับมาแล้ว”
เขา กล่าวว่า ประเทศไทยควรมีแผนแม่บทที่กำหนดจุดยืนของตัวเองว่าจะเป็นศูนย์กลางทางด้านไหนบ้าง อย่างธุรกิจโรงพยาบาลไทยควรเริ่มจากการเป็นศูนย์กลางการศึกษาด้านการแพทย์ เนื่องมาจากมีจุดแข็งทางด้านนี้
“สถิติปี 2543-2553 ประเทศไทยมีสัดส่วนการให้บริการต่อประชากรของแพทย์ต่ำสุดในอาเซียน โดยมีสัดส่วนแพทย์ 3 คนต่อประชากร 1 หมื่นคน เทียบประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ 26.7 คน สหราชอาณาจักร 27.4 คน เดนมาร์ก 34.2 คน และญี่ปุ่น 20.6 คน แต่บริการทางการแพทย์ของไทยได้ระดับมาตรฐานนานาชาติและมีภูมิศาสตร์เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์”
นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ยังแนะนำให้ “ซื้อ” BCH โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 11.5 บาท และแนะนำให้เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มโรงพยาบาลเพราะเชื่อว่าการเติบโตของกำลังซื้อในประเทศจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาล ประกอบกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพยังคงเติบโต นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าจากต่างประเทศที่สำคัญ สามารถขอวีซ่าได้นานถึง 90 วัน เพื่อเข้ามาในประเทศไทย หากมาเพื่อจุดประสงค์ทางการแพทย์ (นักท่องเที่ยวทั่วไป 30 วัน) โดยเชื่อว่าการยืดอายุของวีซ่าจะทำให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ทำให้ค่าบริการทางการแพทย์สูงขึ้น
แนวโน้มธุรกิจการแพทย์ที่ยังเป็นธุรกิจยอดนิยม 1 ใน 10 ของโลกยุคใหม่ ทำให้เชื่อได้ว่าปีต่อไป นพ.เฉลิม ก็ยังคงติดอันดับเศรษฐีไทย 40 อันดับ อย่างแน่นอน







