
เติมโอเลี้ยงให้แก่เศรษฐกิจที่ง่วงเหงาหาวนอน
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.65-30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสทดสอบระดับต่ำกว่า 30.65 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ดังนั้นผู้ส่งออกควรจะหาโอกาสป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนี้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า พร้อมเข้าดูแลหากเงินบาทมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ (แต่เพิ่มเติมว่าช่วงนี้ยังอยู่ในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค)
ในสัปดาห์นี้ ทางสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 30.65-30.90 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีโอกาสทดสอบระดับต่ำกว่า 30.65 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. ดังนั้นผู้ส่งออกควรจะหาโอกาสป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนี้ แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า พร้อมเข้าดูแลหากเงินบาทมีการเคลื่อนไหวผิดปกติ (แต่เพิ่มเติมว่าช่วงนี้ยังอยู่ในทิศทางเดียวกับสกุลเงินในภูมิภาค)
ตลาดการเงินโลกได้กลับสู่ภาวะที่เป็นบวกอีกครั้ง เนื่องจากเพิ่งมีการ “เติมโอเลี้ยง อัดกาเฟอีน” ให้แก่เศรษฐกิจที่ง่วงเหงาหาวนอน จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ไปหมาดๆ นอกจากนั้น ตลาดยังได้รับข่าวดีถึง 2 ข่าวพร้อมกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีวินัจฉัยว่ารัฐบาลสามารถสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ ซึ่งเป็นการเพิ่มหลักประกันว่ายูโรโซนจะมีเงินทุนเพียงพอสำหรับการต่อสู้กับวิกฤตหนี้ และ 2.เฟดได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงินรอบใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ QE3
มาตรการ QE ในรอบนี้ไม่ต่างจาก QE1 และ QE2 ตรงที่จะมีการอัดฉีดสภาพคล่องใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งน่าจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น ส่วนความแตกต่าง คือ เฟดจะซื้อตราสารหนี้ที่ได้รับการค้ำประกันจากสัญญาจำนอง หรือ Mortgagebacked securities ในปริมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐทุกเดือน โดยไม่ระบุว่าโครงการนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ แต่กล่าวว่าระยะเวลาของมาตรการจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการจ้างงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของเฟดในครั้งนี้ นอกเหนือจากการช่วยให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวทรงตัวอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุนและการขยายตัวของสินเชื่อที่อยู่อาศัย ในสัปดาห์นี้ ต้องจับตาดูว่าจะมีการขายทำกำไรในตลาดการเงินโลกหรือไม่ หลังจากที่สินทรัพย์เสี่ยงพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้น สกุลเงินเอเชีย ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ
ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา เปิดที่ระดับ 31.08 และปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีอ่อนค่าไปแตะระดับ 31.25 บ้าง แต่เป็นช่วงสั้นๆ เท่านั้น โดยตลอดสัปดาห์นักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินเอเชียและหุ้นในภูมิภาค จากความคาดหมายว่าเฟดจะดำเนินมาตรการ QE ครั้งใหม่ ทำให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้น ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 1.1% เทียบดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์ น้อยกว่าเงินริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากสุดในภูมิภาคที่ 2.3% และเงินหยวนแข็งค่าน้อยสุด หรือ 0.44% ดอลลาร์/บาท ณ วันศุกร์อยู่ที่ระดับ 30.76 (เวลาประมาณ 17.50 น.)
ค่าเงินยูโรในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่องจากการประกาศมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล ที่อีซีบีได้ประกาศไปในสัปดาห์ก่อนหน้า และช่วงกลางสัปดาห์ดีดตัวแข็งค่าขึ้นเหนือระดับ 1.2919 ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนี ประกาศคำวินิจฉัยว่ากองทุน ESM ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และไฟเขียวให้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนได้ และนั่นหมายถึงยูโรโซนจะมีเงินกองทุนช่วยเหลือเพิ่มเติมในส่วนของประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด นอกจากนี้เงินยูโรยังได้รับปัจจัยหนุนอีกหนึ่งระลอก จากการประกาศออกมาตรการ QE3 ของเฟดในคืนวันพฤหัสบดี ทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเงินยูโรมีเพิ่มมากขึ้น และทำให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ณ วันศุกร์ ยูโร/ดอลลาร์ อยู่ที่ระดับ 1.3098 (เวลาประมาณ 17.50 น.)
ค่าเงินเยนปรับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการคาดการณ์ของนักลงทุนเรื่องการออกมาตรการ QE3 ของเฟดตั้งแต่ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาน่าผิดหวังและต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ซึ่งทำให้นักลงทุนคาดว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้น ที่เฟดจะออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อจัดการกับปัญหาในตลาดแรงงาน เงินเยนลดไปแตะจุดต่ำสุดที่ระดับ 77.11 ถือเป็นระดับที่แข็งค่ามากที่สุดตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 โดยสัปดาห์นี้มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ณ วันศุกร์ ดอลลาร์/เยน อยู่ที่ระดับ 77.98 (เวลาประมาณ 17.50 น.)
ตัวเลขที่น่าติดตามจากฝั่งสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดการสร้างบ้านใหม่ ดัชนีนำเศรษฐกิจ การผลิตในเขตนิวยอร์ก เงินทุนเคลื่อนย้าย ดัชนีความเชื่อมั่นตลาดที่อยู่อาศัย ส่วนแถบยูโรโซนจะมีตัวเลขการว่างงาน ดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัด ความเชื่อมั่นนักลงทุน (ZEW survey) ดัชนีผู้จัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (PMI) ส่วนของฝั่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์อาจจะประกาศตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทยเดือน ส.ค. ในวันที่ 20 หรือ 21 ก.ย.ด้วย นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลการประชุมระหว่างรัฐมนตรีคลังของยูโรโซนที่ไซปรัส ในช่วงวันศุกร์ที่ 14 ก.ย. โดยกรีซยังไม่รับการอนุมัติการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือก้อนต่อไป นอกจากนี้ยังมีข่าวว่ารัฐบาลฝรั่งเศสพยายามโน้มน้าวให้สเปนขอความช่วยเหลือทางการเงินอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายเยอรมนีเองเหมือนจะไม่อยากได้ภาระเพิ่ม โดยรัฐมนตรีคลังออกตัวว่าไม่เห็นด้วยหากไม่มีความจำเป็นจริงๆ
ตลาดพันธบัตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปรับขึ้นตามความคาดหมาย ว่ามาตรการ QE3 จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐและทั่วโลกกลับมาเร่งตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต้องการอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในสัปดาห์ก่อนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.16% 3.36% และ 3.66% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการปรับขึ้น 6bp 9bp และ 15bp ตามลำดับ







