
พอร์ตสำเร็จรูป ผสมเสร็จ...พร้อมเสิร์ฟ(1)
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
เพราะชีวิตต้อง “สมดุล” เพราะฉะนั้นเวลาจะลงทุน ผู้เชี่ยวชาญก็มักจะแนะนำว่า อย่าทุ่มใจให้กับสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่ควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเราเองมากที่สุด เหมือนกับที่ สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย แนะนำให้ “จัดทัพลงทุน”
นอกจากนี้ ในโลกยุคใหม่ที่ภาวะเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ไม่มีสินทรัพย์ประเภทไหนที่เป็น “พระเอกตลอดกาล” เช่น หุ้นไทย ปี 2553 มีผลตอบแทน 40.6% แต่ในปีต่อมา หล่นตุ้บไปติดลบ 0.7% แต่ปีนี้อาจจะกลับมาบวกได้ประมาณ 20% (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุให้สะดุดขาตัวเองหกล้ม)
จะว่าไปแล้วการจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับตัวเราเองก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เพราะสถาบันการเงินหลายแห่งมีบริการให้คำแนะนำในการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงแผนการลงทุนที่สามารถบอกได้เลยว่า เราควรจะลงทุนอะไร ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ประเทศ ตราสารหนี้ต่างประเทศ และสินค้าโภคภัณฑ์ ในสัดส่วนเท่าไร ถึงจะเรียกว่า “เหมาะสม”
สำหรับคนที่อยากได้ “ชีวิตง่ายๆ” ก็แค่เลือกซื้อกองทุนสัก 3-4 กองทุน เพื่อหน้าตาของพอร์ตออกมาได้สัดส่วนตามคำแนะนำ แต่คนที่ต้องการให้ชีวิตง่ายกว่านั้น ก็ไม่ยาก เพราะมี “พอร์ตสำเร็จรูป” ที่ บลจ. นำสินทรัพย์หลายๆ ประเภทมาผสมให้เสร็จในกองทุนเดียวพร้อมเสิร์ฟให้นักลงทุน เพียงแค่ตอบคำถามง่ายๆ ไม่กี่ข้อ
อายุเท่าไร
อย่าอายที่จะบอกอายุ เพราะอายุจะเป็นตัวกำหนดอย่างหนึ่งว่า “พอร์ตสำเร็จรูป” แบบไหนที่จะเหมาะกับตัวเรา เพราะตามทฤษฎีแล้ว คนที่อายุแตกต่างกัน ก็ควรจะมีพอร์ตลงทุนที่ต่างกัน เพราะ...
คนอายุมาก มีระยะเวลาลงทุนไม่นานและความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงมีไม่มาก เพราะคงทนไม่ได้ที่จะขาดทุน ทำให้พอร์ตลงทุนควรจะให้น้ำหนักไปที่ตราสารหนี้มากหน่อย เพื่อให้ได้รายได้ทดแทนรายได้จากการทำงาน
ขณะที่อายุน้อย ยังมีระยะเวลาลงทุนได้นานและยังสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อคาดหวังผลตอบแทนสูงได้ เพราะฉะนั้นทุ่มเงินลงไปในตลาดหุ้นได้มาก ทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ แต่เมื่ออายุเริ่มมากขึ้นถึงจะค่อยๆ ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง
ไปเริ่มที่กลุ่มกองทุนกรุงศรีไลฟ์สเตจพลัส ของ บลจ.กรุงศรี ซึ่งจัดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะกับคนในแต่ละช่วงอายุ โดยแบ่งออกมากว้างๆ 3 กลุ่ม ได้แก่
กรุงศรีไลฟ์สเตจ 20 พลัส สำหรับคนอายุระหว่าง 21-30 ปี ซึ่งเป็นวัยเริ่มต้นทำงาน
กรุงศรีไลฟ์สเตจ 30 พลัส สำหรับคนอายุระหว่าง 31-54 ปี ซึ่งเป็นวัยสร้างครอบครัว
กรุงศรีไลฟ์สเตจ 55 พลัส สำหรับคนอายุมากกว่า 55 ปี ซึ่งเข้าสู่วัยเกษียณ
ผู้จัดการกองทุนจะรักษาสัดส่วนการลงทุนของแต่ละกองทุนไว้ระดับเดิมตลอดเวลา เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องเปลี่ยนกองทุนเมื่ออายุเลยช่วงเวลา เช่น เริ่มต้นลงทุนเมื่ออายุ 28 ปี ก็เลือกกองทุนไลฟ์สเตจ 20 พลัส แต่พออายุล่วงเลยเข้าเลขสามจะมา “แอ๊บเด็ก” อยู่ไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงโอนย้ายมาลงทุนกรุงศรีไลฟ์สเตจ 30 พลัส และเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณก็อย่าลืมย้ายมาที่ กรุงศรีไลฟ์สเตจ 55 พลัส
แต่ถ้าเป็นกลุ่มกองทุนเค ไลฟ์สไตล์ ของ บลจ.กสิกรไทย แทนที่จะถามว่า อายุเท่าไร จะเปลี่ยนเป็น “เกิดปีไหน” เพราะจะมี 4 กองทุน ที่แบ่งตามปีเกิดของนักลงทุน ได้แก่
เค ไลฟ์สไตล์ 2500 เหมาะกับคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2500
เค ไลฟ์สไตล์ 2510 เหมาะกับคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2510
เค ไลฟ์สไตล์ 2520 เหมาะกับคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2520
เค ไลฟ์สไตล์ 2530 เหมาะกับคนที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2530
กองทุนรูปแบบนี้เป็นการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ ที่วิธีการลงทุนจะเติบโตและชราไปพร้อมกับเรา เพราะเมื่ออายุมากขึ้นก็มีสมมติฐานว่า ความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงจะต่ำลง เพราะฉะนั้น บลจ. จะค่อยๆ ทยอยลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงให้เราเอง ไม่ต้องโอนย้ายไปกองทุนอื่น
มีเป้าหมายอะไร
สำหรับคนที่มี “เป้าหมายใหญ่ ใจต้องกล้า” เพราะถ้าใจกล้าสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสที่จะมีให้ผลตอบแทนสูงๆ ได้ ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนงอกเงยขึ้นมาได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ในระยะเวลาที่ตั้งใจ
แต่ถ้ามีเป้าหมายใหญ่ แต่ใจไม่กล้าก็ต้องทุนหนาสักหน่อย เพราะการลงทุนที่มีผลตอบแทนไม่สูงต้องใช้เงินหน้าตักมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนได้ตามที่หวัง ภายในเวลาที่กำหนดไว้
บลจ.กสิกรไทย ยกตัวอย่าง นาย ข. ที่ต้องการออมเงินให้ได้ 1 ล้านบาท เพื่อซื้อรถยนต์ให้ได้ภายในเวลา 5 ปี แต่ นาย ข. ไม่ชอบความเสี่ยง ทำใจไม่ได้ที่จะลงทุนในหุ้น (แม้ว่า มีโอกาสได้ผลตอบแทนถึง 7% ต่อปี และยังทำให้เขาออมเงินเดือนละ 14,000 บาท) นาย ข. จึงเลือกจะออมเงินเดือนละ 15,500 บาท โดยไม่ลงทุนในหุ้นเลยและมีโอกาสได้ผลตอบแทน 3% ต่อปี ผ่านกองทุนเค แพลน 1 ซึ่งเป็นกองทุนในกลุ่มเค แพลน
ขณะที่กองทุนเค แพลน 2 และ 3 จะเพิ่มระดับความเสี่ยงมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้า นาย ค. ใจกล้ามากขึ้นและมีเวลาการออมนานพอ อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนเค แพลน 3 ด้วยเงินลงทุนเดือนละ 3,000 บาท ระยะเวลา 15 ปี ก็มีเงินออม 1 ล้านบาท ได้เช่นเดียวกับ นาย ข.
ถ้าเป็นกลุ่มกองทุนทหารไทยจัดทัพลงทุน จะบอกระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสมไว้อย่างชัดเจน โดยถ้ามีเวลาลงทุนสั้นๆ แค่ 2-3 ปี ก็เหมาะกับพอร์ตลงทุนแบบกองทุนทหารไทยจัดทัพลงทุนระยะสั้น ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนหุ้นไม่เกิน 25%
แต่ถ้ามีระยะเวลาลงทุนยาวขึ้นมาอีกนิดสัก 35 -ปี ก็สามารถเพิ่มสัดส่วนการลงทุนหุ้นเข้าไปได้อีก โดยลงทุนกับกองทุนทหารไทยจัดทัพลงทุนระยะปานกลาง ที่จะลงทุนหุ้นไม่เกิน 45% และถ้าลงทุนกันยาวๆ ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ก็ต้องกองทุนทหารไทยจัดทัพลงทุนระยะยาว จะลงทุนหุ้นได้สูงถึง 85%
รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
ใครจะทำไม ถ้าจะเป็น “คุณปู่ซู่ซ่า” ที่พร้อมจะลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูงให้กระชุ่มกระชวย และใครจะไปรู้ว่า ที่คิดว่าเป็นวัยรุ่นใจร้อนก็อาจจะเป็น “วัยรุ่นหัวใจไม่แข็งแรง” ไม่พร้อมจะลงทุนอะไรเสี่ยงๆ ก็ได้
เพราะฉะนั้นไม่ต้องสนใจว่า อายุเท่าไร มีเป้าหมายอะไร แต่ให้ถามว่า รับความเสี่ยงได้แค่ไหน
กองทุนเค แพลน อาจจะตั้งคำถามเรื่องการยอมรับความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน แต่เท่าที่ฟังจากวัตถุประสงค์ในการตั้งกองทุนดูเหมือนจะออกมา เพื่อรองรับการลงทุนตามเป้าหมายทางการเงินของลูกค้าธนาคารกสิกรไทยเป็นสำคัญ
แต่ที่ตอบได้ตรงไปตรงมาจะมีกลุ่มกองทุน “สมาร์ท เวลท์ โซลูชั่น แฟมิลี่” ของ บลจ.เอ็มเอฟซี ที่ตอนนี้มีอยู่ 3 กองทุน สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับที่แตกต่างกัน
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท แมกซิไมเซอร์ เหมาะกับนักลงทุนที่กล้าได้กล้าเสีย และรับความเสี่ยงในระดับสูง
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท เอนแฮนซ์เซอร์ เหมาะกับคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง
เอ็มเอฟซี เดอะ สมาร์ท คอลเลกเตอร์ เหมาะกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ระดับปานกลาง
แต่สำหรับกลุ่มกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ จะเลือกลงทุนโดยอิงกับระดับการยอมรับความเสี่ยงจากแบบทดสอบระดับการยอมรับความเสี่ยงตามกฎของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่จะแบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 กลุ่ม
ถ้ารับความเสี่ยงระดับ 2 เหมาะกับกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 2
รับความเสี่ยงระดับ 3 เหมาะกับกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 3
รับความเสี่ยงระดับ 4 เหมาะกับกองทุนไทยพาณิชย์สมาร์ทแพลน 4
ดูเหมือนว่า สัปดาห์นี้คงจะเสิร์ฟได้แค่ “ออร์เดิฟร์” เรียกน้ำย่อยกันไปก่อน เอาไว้สัปดาห์หน้าจะได้เจาะลึกแต่ละกลุ่มกองทุนว่า พอร์ตสำเร็จรูปแบบไหนที่เหมาะกับตัวเราจริงๆ







