
โกร่งเสนอลดภาษีบุคคลฯ
ปรับเกณฑ์คุมสถาบันการเงิน คู่แข่งเปิดตลาดเสรีอาเซียน
ปรับเกณฑ์คุมสถาบันการเงิน คู่แข่งเปิดตลาดเสรีอาเซียน
“โกร่ง” แนะภาคการเงินไทยปรับกฎระเบียบรื้อโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดารับมือเออีซี
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธาน คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เพิ่มพลังขีดแข่งขันรับบริบทใหม่ AEC” ว่า สถาบันการเงินไทยจะต้องปรับตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยการปรับปรุงกฎระเบียบ กรอบการกำหนดนโยบายการเงิน ที่ยังมีความแตกต่างกันในปัจจุบัน เช่นมาตรฐานบาเซิล 3 ดังนั้นทางการต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้หลังการรวมตัวของอาเซียนแล้ว
ทั้งนี้ เพราะข้อแตกต่างของการบังคับใช้กับสถาบันการเงินจะต้องทำให้สอดคล้องกัน แต่เชื่อว่าที่ประชุมธนาคารกลางอาเซียนคงมีการหารือในเรื่องนี้กันมาระดับหนึ่งแล้ว
นอกจากนี้ ยังต้องมีเรื่องการปรับโครงสร้างภาษี เช่น ภาษีเงินปันผล หากประเทศไทยยังมีพิกัดอัตราภาษีสูง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ไม่มีภาษี จะทำให้เงินไหลไปลงทุนในประเทศที่ไม่มีภาษี เช่น ในฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซียดังนั้น หลังการเปิดตลาด AEC จะมีเงินฝากไหลไปสถาบันการเงินที่ไม่มีภาษี ทำให้สถาบันการเงินไทยเสียเปรียบ ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้มีการปรับลดเหลือ 23% ในปีนี้ และเหลือ 20% ในปีหน้า
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ควรจะมีการพิจารณาเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีสูงที่ถึง 37% จึงต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน เพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่างกันมาก
ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เร่งเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต่อไปจะมีความสำคัญน้อยลง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงและการมีระบบโทรคมนาคม ทำให้การจัดส่งข้อมูลต่างๆ มีความสะดวกมากขึ้น ดังนั้นการเปิดสาขาต่างประเทศจึงมีความจำเป็นน้อยลง
ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรได้ทำการศึกษาเพื่อปรับลดเพดานสูงสุดลงจาก 37% โดยจะปรับขั้นการเสียภาษีให้ถี่ขึ้นจากเดิมที่เก็บ 10% 20% 30% และ 37% ก็จะเสนอให้ปรับเป็น 10% 15% 20% 25% 30% เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้ผู้เสียภาษีมีภาระน้อยลง ขึ้นอยู่กับว่าจะได้ประโยชน์มากหรือน้อย และจะไม่ทำให้การเสียภาษีก้าวกระโดด เช่น ปัจจุบันผู้มีเงินได้ 5 แสนบาท เสียอัตรา 10% แต่พอมีเงินได้ 500,001 บาท ต้องเสียภาษีสูงถึง 20%
ด้าน ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาห กรรมไทยที่ได้โอกาสจากการเปิด AEC คือ กลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากตลาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถส่งออกได้มากขึ้น แต่กลุ่มที่เสียโอกาส คือ เฟอร์นิเจอร์ เนื่องจากลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น
รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กลุ่มที่เสียเปรียบอยู่แล้วและจะเสียเปรียบมากขึ้น คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เนื่องจากต้องแข่งขันกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ที่มีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมนี้
อย่างไรก็ตาม การเปิด AEC ประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุด คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย ส่วนไทยมีความพร้อมทางด้านโนว์ฮาวในเรื่องเงินทุนและการค้าชายแดน







