
กำหนดทิศทาง-สร้างความร่วมมือ ดันไอทีไทยรุกเออีซี
ความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมไอทีและซอฟต์แวร์ของไทยที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงนี้
โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์
ความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมไอทีและซอฟต์แวร์ของไทยที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงนี้ เริ่มจากการจับมือกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า กับเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค ซึ่งถือเป็นภาพที่ทุกคนในวงการอยากเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ยิ่งในสถานการณ์ที่การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ปี 2558 ใกล้เข้ามา การที่สองหัวหอกจากภาครัฐมีแรงหนุนซึ่งกันและกันจะเป็นอาวุธสำคัญให้กับผู้ประกอบการไทย
ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการซิป้า กล่าวว่า นโยบายของซิป้าและซอฟต์แวร์พาร์ค ต้องการพัฒนาคนไอทีระดับสูง นั่นคือการผลักดันให้บุคลากรด้านไอทีของไทยไปเป็นคนคุมงาน ควบคุมกระบวนการต่างๆ โดยมีคนไอทีจากประเทศอื่นๆ เป็นลูกมือ ถ้าต่อไปการโอนย้ายแรงงานทำได้โดยเสรีแล้ว นี่คือส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้ไอทีและซอฟต์แวร์ไทยมีความโดดเด่นขึ้น พร้อมกับการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาให้ได้รับการสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานมากขึ้น
ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า อุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศมีศักยภาพเพิ่มขึ้น มีกระบวนการทำงานเป็นระบบ ได้รับการยอมรับในระดับสากลและสามารถแข่งขันได้ มีปัจจัยสำคัญมาจากการใช้งานไอทีและซอฟต์แวร์ภายใน ทำให้เห็นภาพได้ว่าไอทีซอฟต์แวร์กลายเป็นส่วนประกอบสำคัญ ดังนั้นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องสนับสนุน คือ ซอฟต์แวร์พาร์คและซิป้าต้องส่งเสริมให้ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางเพิ่มประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับมากขึ้น
การที่ 2 หน่วยงานมีความร่วมมือและกำหนดทิศทางร่วมกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการผลักดันให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งชาติ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่มีชื่อคำว่าแห่งชาติเท่านั้น แต่รัฐบาลต้องมองเห็นเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ และสามารถทำตลาดต่างประเทศเองได้ด้วย
ดนุพล สยามวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซีอี โซลูชั่น กล่าวว่า อุตสาหกรรมไอทีไทยมีส่วนประกอบที่ดี แต่ขาดทิศทางที่ชัดเจน รัฐบาลมีการผลักดันและสนับสนุน แต่ขาดความต่อเนื่องและไม่ชัดเจน ทำให้ธุรกิจไม่รู้จะไปทางไหน ยิ่งจะเปิดเออีซีแล้ว ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน จะรับมืออย่างไร ทว่าสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นว่าองค์กรด้านไอทีของไทยแข็งแกร่ง เพราะยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม แนวทางต่อไป คือ ต้องมีแนวทางการพัฒนา โดยควรมุ่งเน้นพัฒนาบนพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ นั่นคือ ให้บริษัทไอทีและซอฟต์แวร์ไทยสามารถวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาด ซึ่งถือเป็นการสร้างนวัตกรรมและสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เกิดขึ้น ดีกว่าการพัฒนาบนพื้นฐานของรีซอร์ส เนื่องจากคนด้านไอทีไทยมีน้อย สุดท้ายจะเป็นได้เพียงผู้วางระบบและให้บริการ โดยนำระบบซอฟต์แวร์ของต่างประเทศมาให้บริการเท่านั้น
“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องสร้าง คือ ทีมเวิร์ก ตอนนี้ขาดมากแทบไม่มีเลย ต้องสร้างความร่วมมือให้เกิดในประเทศ หาจุดแข็งของไทยให้เจอแล้วไปร่วมมือกันในระดับอาเซียนต่อไป” ดนุพล กล่าว
ฟูเกียรติ จุลนวล ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า คนซอฟต์แวร์ทุกคนอยากรู้ว่าตลาดเป็นอย่างไร มีความต้องการอะไร สินค้าและบริการอะไรที่จะสามารถทำตลาดและขายได้ การแข่งขันจะเป็นอย่างไร ทั้งหมดหน่วยงานภาครัฐต้องให้การช่วยเหลือ
จากที่อยู่ในวงการซอฟต์แวร์มา ทำให้รู้ว่าประเทศไทยมีซอฟต์แวร์อยู่จำนวนมาก แต่ไม่ได้ทำออกไปต่างประเทศ ส่วนใหญ่เน้นให้บริการภายใน ซึ่งส่วนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากตลาดเอสเอ็มอีในไทยยังมีการใช้ซอฟต์แวร์ไม่มาก สามารถขยายตลาดและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเอสเอ็มอีไทยได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การแพทย์สาธารณสุข และธุรกิจบริการต่างๆ เหล่านี้เป็นซอฟต์แวร์กลุ่มที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ต้องมองตลาดโลกด้วยว่ามีความต้องการรออยู่มหาศาล
“การจะพัฒนาซอฟต์แวร์และไอทีไปใช้งาน ต้องมองธุรกิจขององค์กรนั้นๆ เป็นหลัก และนำเอาซอฟต์แวร์ไปหลอมรวมใช้งานให้สอดคล้อง เพื่อให้ธุรกิจคล่องตัวขึ้น นี่คือแนวทางที่ถูกต้อง ซอฟต์แวร์ต้องสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละประเภทแต่ละราย ถ้าจะมุ่งปรับธุรกิจให้เข้ากับซอฟต์แวร์ แบบนั้นไม่มีทางประสบความสำเร็จแน่นอน และนี่คือโอกาสและช่องว่างที่ซอฟต์แวร์ไทยสามารถเจาะตลาดธุรกิจต่างๆ ได้” ฟูเกียรติ กล่าว
การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุปสรรคประการหนึ่งจากการขาดทิศทางที่ชัดเจนจากภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ปรับตัวไม่ทัน หรือไม่ได้ปรับตัวอย่างเป็นระบบ ที่ผ่านมานโยบายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้อุตสาหกรรมไม่สามารถขับเคลื่อนได้ดีเท่าที่ควร และไม่มีการขยายตัวที่มากพอ ดังนั้นหากมีทิศทางที่ชัดเจน มีการส่งเสริมและสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมอย่างถูกต้อง เชื่อว่าจะสามารถผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตไปได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ธนชาติ กล่าวต่อไปว่า หากจะมองจุดยืนด้านไอทีของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มประเทศพัฒนาไอทีระดับสูง เช่น สิงคโปร์ 2.กลุ่มพัฒนาที่มีการพัฒนาไอที เช่น มาเลเซีย 3.กลุ่มพัฒนาไอทีระดับกลาง เช่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ และ 4.กลุ่มประเทศไอทีระดับล่าง เช่น พม่า ลาว กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่ดีกว่านั้น ทั้งเรื่องกำลังคน ภูมิประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นต้องยกระดับขึ้นสู่กลุ่มที่ 2 ให้ได้โดยเร็ว
และแน่นอนว่าการจะก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศที่ 2 ได้นั้น ต้องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ภายในประเทศให้มีความแข็งแกร่ง ซึ่งการเปิดเออีซีต้องไม่เห็นแค่การแข่งขัน หรือเห็นอุปสรรคจากการเข้ามาของประเทศอื่น แต่ต้องเห็นเป็นโอกาสของความร่วมมือระหว่างกันเพื่อนำพาออกไปสู่ตลาดที่ใหญ่กว่า
โดยจุดเริ่มต้นในปีนี้จะมาจากซิป้ากับซอฟต์แวร์พาร์คจะร่วมมือกันสนับสนุน เกิดเป็นความร่วมมือของภาครัฐกับเอกชนภายในประเทศเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นก่อนการเปิดเออีซี ส่งต่อไปถึงการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อบุกตลาดโลก ถือเป็นโรดแมปที่คนไอทีอยากเห็นที่สุด







