
ลุ้นข่าว FOMC คืนนี้
ขณะนี้พวกเราคงทราบข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีที่จะตัดสินว่า กองทุน ESM ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
โดย...สาธิต บวรสันติสุทธิ์
ขณะนี้พวกเราคงทราบข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีที่จะตัดสินว่า กองทุน ESM ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ส่วนคืนนี้ก็คงเป็นผลการประชุม FOMC (Federal Open Market Committee meeting) ที่หลายคนรอคอยและคาดการณ์กันว่าน่าจะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE 3) (ล่าสุดโพลจากรอยเตอร์ส ระบุว่า 63% คาดว่าเฟดจะออกมาตรการ QE 3 ในการประชุมครั้งนี้ (เพิ่มจาก 45% จากการสำรวจปลายเดือน ส.ค.) เพราะจากสุนทรพจน์ของเบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ที่ได้ส่งสัญญาณในระหว่างการกล่าวสุทรพจน์ในที่ประชุมเศรษฐกิจประจำปี ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า เฟดอาจจะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อหนุนการฟื้นตัวของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนของสหรัฐ โดยเบอร์แนนคี กล่าวว่า “ภาวะซบเซาในตลาดแรงงานของสหรัฐถือเป็นสิ่งที่ ‘น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง’ และเฟดจะจัดหาการสนับสนุนด้านนโยบายเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้น อัตราการขยายตัวของตลาดแรงงานเป็นไปอย่างเชื่องช้ามาก ในขณะที่อัตราว่างงานของสหรัฐยังคงสูงกว่าระดับเป้าหมายระยะยาวของเฟดอยู่กว่า 2%”
การคาดการณ์ดังกล่าวประกอบกับข่าวผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ว่าจะมีการเข้าแทรกแซงซื้อพันธบัตรระยะสั้นอายุไม่เกิน 3 ปี โดยไม่จำกัดปริมาณการเข้าซื้อสำหรับรัฐบาลที่ขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการต่ออีซีบี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของยูโรโซนต่อนักลงทุน และการที่รัฐบาลจีนประกาศแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือน ธ.ค. ที่ตลาด Comex ปิดที่ 1,740.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันศุกร์ (ปรับเพิ่ม 3.1% ในสัปดาห์) และสัญญาซื้อขายโลหะเงินก็ปิดที่ 33.690 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันศุกร์ (ปรับเพิ่มถึง 7.15% ในสัปดาห์) เช่นเดียวกัน ส่วนตลาดหุ้นไทยก็ไม่น้อยหน้าในวันศุกร์พุ่งไปสูงสุดที่ 1255.82 จุด ก่อนจะปิดที่ 1246.10 จุด (+2.18 จุด) จากการขายทำกำไรช่วงท้ายตลาด
และเมื่อตลาดได้รับข่าวเสริมมาจากสหรัฐจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมประจำเดือน ส.ค. ซึ่งออกมาเพียง 9.6 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดไว้ 1.25 แสนตำแหน่ง (ออกมา 9.6 แสนตำแหน่ง) แม้ว่าอัตราการว่างงานจะลดลงจาก 8.3% เหลือ 8.1% เสมือนเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาการว่างงานของสหรัฐว่า ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ ทำให้เกิดการคาดหวังไปว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นดังกล่าว
สำหรับแนวโน้มของราคาทองคำจากการสำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญในวงการค้าทองคำจำนวน 29 ราย พบว่า 22 ราย เห็นว่าราคาทองคำน่าจะปรับขึ้น ขณะที่ 4 รายเห็นต่างว่าราคาทองคำน่าจะปรับลดลง ส่วนที่เหลือ 3 รายมีมุมมองเป็นกลาง
นักวิเคราะห์จากดอยช์แบงก์ให้ความเห็นว่า “ราคาโลหะมีค่าอย่าง ทองคำ มีแนวโน้มที่ราคาจะปรับสูงขึ้นในระยะยาว จากการที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำ จนทำให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ และการที่สหรัฐพยายามควบคุมค่าเงินสหรัฐให้อ่อนตัว เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าของตนเอง”
สิ่งหนึ่งที่สะท้อนถึงการคาดการณ์ความเป็นไปได้ในการออก QE 3 ในครั้งนี้ก็คือ ปริมาณ Open Interest (Open Interest คือ การเปิดสถานะคงค้างที่จะบอกว่ามีผู้ที่ยังคงเปิดสถานะไว้ และต้องการรอจับคู่ปิดสัญญาคงเหลืออยู่เท่าไหร่ ซึ่งหากมีสัดส่วนจำนวนสัญญาที่มากกว่าจำนวน Volume ที่ซื้อขายในแต่ละวันมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งบอกถึงสภาพคล่องของการซื้อขายอนุพันธ์มากยิ่งขึ้น) ของสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าที่ปรับขึ้นอย่างมากใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาประกอบกับราคาที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนว่านักลงทุนมีมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนในทองคำว่าอยู่ในภาวะกระทิง
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเช่น ทองคำเพิ่มขึ้นกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากการคาดหวังว่าจะมี QE 3 ดังนั้นหากไม่มีการประกาศ QE 3 ในวันที่ 13 ก.ย.นี้ ราคาทองคำก็อาจปรับตัวลงแรงได้เช่นกัน ดังนั้นการลงทุนในทองคำช่วงนี้ จึงเป็นภาวการณ์ลงทุนที่ยากมาก ราคาสามารถปรับขึ้นหรือลงได้เป็น 100 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในวันเดียว ก็ขอให้ทุกท่านหาข้อมูลให้ดีและโชคดีในการตัดสินใจครับ แต่หากต้องการลดความเสี่ยงก็อาจพิจารณาขายออกไปก่อนทราบผลการประชุมก็เป็นทางเลือกที่ดี ขาดทุนกำไรดีกว่าขาดทุนเงินต้นครับ







