
คาดส่งออกไทยโตแค่3%
แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าหมายการส่งออกในปี 2555 ไว้ที่ระดับ 15% ตามเดิม แม้ว่าหลายฝ่ายจะเชื่อว่าการส่งออกของไทยอาจเติบโตได้เพียง 5-7%
แม้ว่ารัฐบาลจะตั้งเป้าหมายการส่งออกในปี 2555 ไว้ที่ระดับ 15% ตามเดิม แม้ว่าหลายฝ่ายจะเชื่อว่าการส่งออกของไทยอาจเติบโตได้เพียง 5-7%
แต่เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกในรูปของเงินเหรียญสหรัฐในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ติดลบถึง 0.4% แต่หากเป็นการส่งออกในรูปของเงินบาทแล้ว จะพบว่าขยายตัว 2.21%
สถานการณ์เช่นนี้แสดงว่า หัวรถจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยที่มีพลังถึง 70% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งก็คือการส่งออกนั้น กำลังทรุดลงอย่างหัวปักหัวปำ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB Analytics) ประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี 2555 อาจขยายตัวเพียง 3% จากภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าหลักชะลอตัวและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เหลือเพียงส่งออกไปกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ที่ยังโตต่อเนื่องสวนทางตลาดอื่นๆ
ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ทางการจีนได้รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของจีนในเดือน ส.ค. แสดงถึงการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีนที่ได้รับผลกระทบวิกฤตยุโรปและการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ จนสร้างความผิดหวังให้กับนักวิเคราะห์ โดยส่งออกขยายตัวได้เพียง 2.7% ในขณะที่การนำเข้าหดตัวอย่างน่าเป็นห่วงถึง 2.7%
ขณะที่สินค้านำเข้าจากอาเซียนและไทยกลับหดตัวมากขึ้นที่ 9.4% และ 10.4% ตามลำดับ
ตัวเลขเหล่านี้ บ่งชี้ว่าตัวเลขการส่งออกจากไทยไปจีนนั้น น่าจะหดตัวต่อเนื่องในเดือน ส.ค. ทำให้การส่งออกไทยโดยรวมมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ของไทย
ถึงแม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ส.ค.นั้น จะยังไม่เปิดเผยจนกระทั่งปลายเดือนนี้ แต่ตัวเลขการส่งออกไทยในเดือน ก.ค. ลดลงถึง 8,900 ล้านบาท หรือลดลง 1.4%
สาเหตุมาจากตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรปหดตัว 19.2% จีนหดตัวติดลบ 4.5% อาเซียนเดิม (สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) หดตัวติดลบ 9.1% ผลที่ตามมาทำให้การส่งออกไปกลุ่มอาเซียนหดตัวครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
แสดงให้เห็นว่า พิษวิกฤตยุโรปส่งผลต่อเศรษฐกิจคู่ค้าของไทยในภูมิภาคมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบเชิงลึกต่อเศรษฐกิจไทย เช่น ยางพาราที่ราคาลดลงต่อเนื่อง ที่แม้ภาครัฐใช้เงินเข้าแทรกแซงกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ก็ยังเอาไม่อยู่ และมีแนวโน้มลดลงต่อไปอีก
ในทางตรงข้าม การส่งออกไป CLMV กลับยังมีทิศทางสดใส โดยในเดือน ก.ค. มีมูลค่าส่งออกถึง 48,862 ล้านบาท ขยายตัวร้อนแรงถึง 28.4%
และเมื่อพิจารณาในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าส่งออก 314,614 ล้านบาท ขยายตัว 18.6% ซึ่งสวนทางกับการส่งออกไปตลาดหลักอื่นๆ ทำให้ส่งออกไป CLMV อาจเป็นกลุ่มตลาดเดียวที่ขยายตัวได้ในปีนี้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ยังพบอีกว่าการส่งออกของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยครึ่งปีแรกเอสเอ็มอีมีมูลค่าส่งออก 627,286 ล้านบาท ลดลงกว่า 16,254 ล้านบาท หรือ 2.5%
นำโดยตลาดยุโรปที่ลดลงถึง 10.9% ตลาดญี่ปุ่นลดลงจนติดลบ 8.7% ตลาดสหรัฐลดลงติดลบ 2.2% ขณะที่ตลาดอาเซียนเดิมขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% เท่านั้น
ส่วนการส่งออกไป CLMV มีมูลค่าถึง 58,947 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,789 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% แสดงให้เห็นว่า ตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV น่าจะเป็นตลาดที่ยังพึ่งพาได้ ซึ่งเอสเอ็มอีควรให้ความสำคัญกับตลาดนี้เพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากตลาดหลัก
สินค้าส่งออกของเอสเอ็มอีไปยังตลาด CLMV ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น น้ำตาล เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์เหล็ก ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค
สาเหตุที่สินค้ากลุ่มนี้ยังส่งออกได้ดี เพราะประเทศ CLMV ยังคงลงทุนภายในประเทศอีกมาก จึงจำเป็นต้องใช้สินค้าทุนในระยะนี้ค่อนข้างสูง
ขณะที่ภาคการผลิตภายในประเทศยังมีคุณภาพและปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ จึงต้องนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาชดเชย
เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการนำเข้าของตลาด CLMV ดังกล่าว พบว่า จะยังขยายตัวต่อเนื่อง เพราะความจำเป็นของการใช้สินค้าทุนเพื่อการพัฒนาประเทศและตอบสนองการบริโภคในประเทศที่กำลังซื้อของผู้บริโภคกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของเอสเอ็มอี ที่จะหันมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากตลาดหลักที่หดตัวในปัจจุบัน และปูทางสำหรับการค้าขายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
โดยเอสเอ็มอีที่จะได้ประโยชน์ คือ เอสเอ็มอีกลุ่มค้าชายแดน ธุรกิจที่มีการค้าและความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ และเอสเอ็มอีที่อยู่ในเครือข่ายของธุรกิจรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในประเทศ CLMV สินค้าที่น่าจะได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น
หากมองในระยะยาว ผลประโยชน์จากการแสวงหาช่องทางส่งออกไปยังตลาด CLMV ทดแทนตลาดหลัก มีความคุ้มค่า เพราะเมื่อเขตการค้าเสรีอาเซียน (AEC) เปิดอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 การเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่ง ทั้งทางถนนสาย R1, R2 และ R3 ระหว่าง CLMV จีน โดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการพัฒนาท่าเรือทวายและการเชื่อมต่อกับท่าเรือแหลมฉบัง เชื่อว่าจะเกิดการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอีกมาก
เมื่อถึงวันนั้น ตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV อาจกลายเป็นตลาดหลักของเอสเอ็มอีและผู้ส่งออกไทยแทนตลาดยุโรป ที่อาจจะยังสลบไม่ฟื้นก็เป็นได้







