
เอไอเอดันไทยขึ้นแท่นเบอร์1
ดันแผนปีนี้แทนตลาดฮ่องกง เร่งสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่ม
ดันแผนปีนี้แทนตลาดฮ่องกง เร่งสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่เพิ่ม
กลุ่มเอไอเอเอเชียดันธุรกิจในไทยขึ้นแท่นเบอร์ 1 แทนฮ่องกง
นายมาร์ค ทัคเกอร์ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอไอเอ เปิดเผยว่า กลุ่มเอไอเอมีแผนที่จะผลักดันขนาดธุรกิจเอไอเอในไทยให้ขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ของเอเชียให้ได้ภายในปีนี้ ซึ่งตลาดในไทยมีศักยภาพเพียงพอที่ทำได้
นายอนุชา เหล่าขวัญสถิต ผู้จัดการทั่วไปและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท เอไอเอสาขา ประเทศไทย กล่าวว่า เอไอเอไทยมีโอกาสที่จะแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับที่ 1 แทนเอไอเอฮ่องกงได้ เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าของธุรกิจใหม่เอไอเอฮ่องกงอยู่ที่ 140 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,200 ล้านบาท ขณะที่เอไอเอไทยอยู่ที่ 131 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,900 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีขนาดใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม หากดูจำนวนกรมธรรม์เอไอเอไทยที่มีอยู่ 6 ล้านกรมธรรม์ จะมีมากกว่าเอไอเอฮ่องกง แต่หากคิดเป็นจำนวนเบี้ยประกัน ทางเอเอไอฮ่องกงก็ยังมีมากกว่าเอไอเอไทยอยู่ดี ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับฝ่ายขายเอไอเอไทยว่าจะทำได้ตามเป้าได้หรือไม่ เพราะเชื่อว่าทางเอไอเอฮ่องกงก็ต้องพัฒนาตัวเองเช่นกัน แต่ในระยะยาวแล้วตลาดในจีนก็คงเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของเอไอเอ
นายอนุชา กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างปรับแผนการลงทุนในตราสารทุนเพื่อให้สัดส่วนการลงทุนเป็นไปตามเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ที่ 15% โดยการปรับแผนลงทุนดังกล่าวจะรอดูผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเรื่องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคิวอี 3 และความชัดเจนถึงมาตรการช่วยเหลือในกลุ่มยุโรปด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังรอการอนุมัติกฎเกณฑ์การลงทุนใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัวและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าปัจจุบันโดยเฉพาะรูปแบบการไปลงทุนในต่างประเทศ ที่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่เป็นจำนวนมาก
สำหรับปัจจุบัน เอไอเอไทยมีเงินลงทุนอยู่ 5.5 แสนล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% โดยมีสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตร 85% ตราสารทุน 10% ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนอื่นๆ
“หาก คปภ. เปิดโอกาสให้ธุรกิจประกันสามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น และลงทุนในทองคำได้ โดยคำนึงถึงเรื่องความแข็งแกร่งของเงินกองทุนเป็นหลัก เราก็พร้อมที่จะกระจายความเสี่ยงและหาผลตอบแทนได้อย่างเต็มที่ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่มีเพียงพอ” นายอนุชา กล่าว
&<2288;







