
มาตรการเชิงรุก
ตามที่เคยสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการเงาด้านกฎระเบียบทางการเงิน (The Shadow Financial Regulatory Committee : SFRC) เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดกรอบการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของยูโรโซนไว้ 3 แนวทาง คือ มาตรการเชิงรับ คือการซื้อเวลาเรื่อยๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอัดฉีดเงินให้ประเทศที่มีปัญหาไปใช้หนี้ที่ครบกำหนด และเรียกร้องให้ลูกหนี้รัดเข็มขัด โดยไม่มีมาตรการ “เผื่อ” แก้ปัญหาระยะยาว
ตามที่เคยสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการเงาด้านกฎระเบียบทางการเงิน (The Shadow Financial Regulatory Committee : SFRC) เมื่อสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกำหนดกรอบการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของยูโรโซนไว้ 3 แนวทาง คือ มาตรการเชิงรับ คือการซื้อเวลาเรื่อยๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอัดฉีดเงินให้ประเทศที่มีปัญหาไปใช้หนี้ที่ครบกำหนด และเรียกร้องให้ลูกหนี้รัดเข็มขัด โดยไม่มีมาตรการ “เผื่อ” แก้ปัญหาระยะยาว
แนวทางที่สองคือ การยอมหรือสนับสนุนให้ประเทศที่มีปัญหาออกจากกลุ่มยูโรโซน และกลับมาใช้สกุลเงินเดิมของตน เพื่อให้สามารถกำหนดค่าเงินที่จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เพราะการผูกติดกับค่าเงินยูโร ซึ่งยังมีหลายประเทศที่ยังเข้มแข็ง เช่นเยอรมัน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ทำให้เงินยูโรมีความแข็งค่าเกินกว่าความสามารถในการส่งออกของประเทศที่มีปัญหา การใช้เงินสกุลของตัวเองสามารถปรับให้อ่อนค่าลง เพื่อให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลงตามความต้องการของผู้ซื้อ
ส่วนแนวทางที่สามคือ มาตรการเชิงรุก ซึ่งเป็นความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาสถานภาพของกลุ่มยูโรโซน โดยวางมาตรการที่สามารถแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่ง SFRC ได้คาดหมายว่าด้วยแรงกดดันทางการเมืองและทางสังคมของประเทศทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ จะทำให้ผู้กำหนดนโยบายกลุ่มยูโรโซนต้องใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อไม่ให้ปัญหายืดเยื้อต่อไป
และก็เป็นไปตามที่คาดหมายในสัปดาห์ที่แล้ว ที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank : ECB) ประกาศจะดำเนินนโยบายซื้อพันธบัตรรัฐบาลในกลุ่มยูโรโซนอย่างไม่จำกัดปริมาณเงิน เพื่อกดดันให้อัตราดอกเบี้ยในการออกพันธบัตรอยู่ในระดับที่ต่ำลง และหมายถึงการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อ “ล้างหนี้” หรือผ่อนคลายหนี้ของประเทศที่เผชิญวิกฤตในขณะนี้ นับเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งสัญญาณถึงความพยายามในการรักษาเสถียรภาพความเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโรโซน
ผลกระทบเชิงลบของมาตรการนี้คือ ภาวะเงินเฟ้อที่จะเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค จากปริมาณเงินยูโรที่มากขึ้น จะทำให้ค่าของเงินยูโรลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ทำให้สินค้าที่ต้องนำเข้าจากนอกภูมิภาคมีราคาสูงขึ้น แต่สินค้าที่จะส่งออกนอกภูมิภาคมีราคาถูกลง เพื่อให้ขายของได้มากขึ้น และจำเป็นต้องซื้อของน้อยลง และประเทศที่มีปัญหาจะเผชิญกับเศรษฐกิจที่ถดถอยจากมาตรการรัดเข็มขัดที่จะเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการดังกล่าวและสามารถรักษาสถานภาพความเป็นสมาชิกของกลุ่มได้
ประกอบกับ “เฟด” หรือธนาคารกลางของสหรัฐ กำลังพิจารณามาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณระลอกที่ 3 คือการเพิ่มปริมาณเงินเหรียญสหรัฐ 2.55 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะหนุนให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น อัตราดอกเบี้ยลดลง ตลาดหุ้น ทองคำ น้ำมันปรับตัวดีขึ้น
จะเห็นว่าประเทศตะวันตกทั้งหลายกำลังอยู่ในภาวะ “จนตรอก” เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวที่สร้างขึ้นมา จนต้อง “งัดไม้ตาย” อย่างการ “พิมพ์แบงก์” เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มปริมาณเงินในระบบเพื่อใช้หนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถการส่งออกและลดนำเข้า ซึ่งย่อมต้องกระทบกับการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการส่งออกของประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียที่ต้องใช้มาตรการเชิงรุกในการเพิ่มปริมาณการบริโภคและการค้าภายในภูมิภาค เพื่อ “ตั้งการ์ด” กับสงครามการส่งออกและกำแพงการนำเข้าที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป
ด้านการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดโภคภัณฑ์ ก็ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เห็นได้จากสัปดาห์ก่อนต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์นี้ที่นักลงทุนที่มี “ของ” ในมือต่าง “หน้าบาน” กันเป็นแถว ส่วนพวก “ซื้อไม่ทัน” ก็หน้ามุ่ย เพราะต้องซื้อของแพง แต่สัปดาห์หน้าต้อง “ลุ้น” การประชุมของเฟดว่าจะออก QE 3 หรือไม่ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีต่อการเข้าร่วมจัดตั้งกลไกสร้างเสถียรภาพยุโรป ความเคลื่อนไหวของประเทศกรีซที่จะสามารถทนรับมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือก้อนต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งผลที่จะออกมาเป็นได้ทั้ง “บวกและลบ”และมีความเป็นไปได้พอ ๆ กัน
สัปดาห์นี้อาจกลับกันกับสัปดาห์ก่อน “พวกหน้ามุ่ย” อาจยิ้มออก ส่วน “พวกหน้าบาน” อาจร้องไห้ก็ได้







