
ทำเองหรือจ้างดี
ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้างานในบริษัท หรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็ตาม คงจะมีประเด็นคล้ายกัน คือ งานนั้นควรทำเองหรือจ้างดี คนที่มีธุรกิจของตัวเองจะเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่า เพราะเป็นเงินของตัวเอง ส่วนคนที่ทำงานบริษัทอาจมีความคิดที่ว่า ไม่ใช่เงินเรา เงินของบริษัท ฉันมันก็ลูกจ้างคนหนึ่ง มีอัตราฉันก็จ้างไว้ก่อนดีกว่า ดีกว่าไม่มีคนช่วย ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะคิดแบบนั้น แต่มันไม่ถูก เพราะคุณควรคิดเสมือนว่าเงินของผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้นเปรียบเสมือนเงินของเราเอง และการจ้างคนตอนยังไม่สมควรจ้าง จริงๆ แล้วท้ายสุดอาจส่งผลเสียด้วยซ้ำ
ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้างานในบริษัท หรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองก็ตาม คงจะมีประเด็นคล้ายกัน คือ งานนั้นควรทำเองหรือจ้างดี คนที่มีธุรกิจของตัวเองจะเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่า เพราะเป็นเงินของตัวเอง ส่วนคนที่ทำงานบริษัทอาจมีความคิดที่ว่า ไม่ใช่เงินเรา เงินของบริษัท ฉันมันก็ลูกจ้างคนหนึ่ง มีอัตราฉันก็จ้างไว้ก่อนดีกว่า ดีกว่าไม่มีคนช่วย ซึ่งก็ไม่แปลกที่จะคิดแบบนั้น แต่มันไม่ถูก เพราะคุณควรคิดเสมือนว่าเงินของผู้ถือหุ้นในบริษัทนั้นเปรียบเสมือนเงินของเราเอง และการจ้างคนตอนยังไม่สมควรจ้าง จริงๆ แล้วท้ายสุดอาจส่งผลเสียด้วยซ้ำ
อย่าจ้างใครมาทำงานใดงานหนึ่งโดยที่เรายังไม่เคยทำงานนั้นมาก่อน เพราะถ้าเราได้เคยลองทำมา เราจะเข้าใจลักษณะงาน เราจะรู้ว่าผลลัพธ์ของงานที่ดีที่เราอยากได้เป็นอย่างไร เราจะเล่าถึงลักษณะงานได้อย่างชัดเจน สามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับงานนั้นๆ ได้อย่างดี
ถ้าต้องสัมภาษณ์คนที่มาสมัครงาน เราจะรู้ได้เลยว่าควรจ้างพนักงานประจำหรือชั่วคราว หรือจ้างให้คนข้างนอกทำให้ หรือทำเสียเอง และผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ เราจะเป็นหัวหน้าที่ดี เป็นเจ้าของที่ดี บริหารพนักงานได้ง่ายขึ้น เพราะเคยทำมาแล้ว เราจะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรวิจารณ์งานของพวกเขา เมื่อไหร่ควรจะให้กำลังใจแก่พวกเขา
แล้วถามว่าควรจ้างพนักงานเมื่อไรดี ก็ต้องถามตัวเองว่า ถ้าไม่จ้างใครมาช่วยเลยจะเป็นอย่างไร งานที่เราทำอยู่ตอนนี้มันจำเป็นจริงๆ หรือเปล่า สามารถช่วยได้โดยการไปหาโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ มาช่วยได้ไหม หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้ไหม
เช่นเดียวกับกรณีที่เสียพนักงานไป อย่าเพิ่งหาคนมาแทนทันที ลองดูก่อนว่าสามารถไปต่อโดยไม่มีพนักงานคนนั้น หรือไม่มีตำแหน่งนั้นได้แค่ไหน เราอาจพบว่าบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องมีพนักงานก็ได้
ดังนั้น เวลาที่ควรจ้าง คือ เมื่อมีงานมากเกินกว่าที่จะแบกรับได้ในช่วงเวลาที่กำหนด หรืองานบางอย่างไปต่อไม่ได้ถ้าไม่มีคนช่วย หรือคุณภาพของงานเริ่มแย่ลง เพราะถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราอาจจะเผลอจ้างพนักงานทั้งที่ไม่จำเป็น ยิ่งบางคนหรือบางองค์กรเห็นคนเก่งเป็นไม่ได้ ต้องจ้างมาไว้ก่อน ผมอยากจะบอกว่าปล่อยให้คนเก่งผ่านไปบ้างก็ได้ องค์กรหรือธุรกิจไม่เจ๊งหรอกถ้าไม่ได้คนเก่งบางคนมา
บางองค์กรบางธุรกิจติดนิสัยชอบจ้างคนใหม่ พอได้ข่าวว่ามีคนเก่ง คนมีความสามารถสูงรออยู่ ก็จะสร้างตำแหน่งงานขึ้นมา เพื่อชักชวนให้คนเก่งเหล่านั้นเข้ามาร่วมงานด้วย เมื่อบรรดาคนเก่งที่ว่าเข้ามาทำงาน พวกเขากลับนั่งเฉยๆ ติดแหง็กอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งที่จริงไม่ได้มีความหมายอะไร และทำงานที่ไม่ได้สำคัญเท่าไรเลยเมื่อเทียบกับค่าตัว ปล่อยคนเก่งให้ผ่านไปดีกว่า ถ้าเรายังไม่จำเป็นต้องมีพนักงานเพิ่ม แม้ว่าคนคนนั้นจะทำงานได้ดีเยี่ยมก็ตาม
แต่การจ้างคนเก่งทั้งที่ไม่มีงานสำคัญอะไรให้ทำนั้น ย่อมก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดีแน่นอน เพราะปัญหาที่ตามมาเมื่อเรามีพนักงานมากเกินความจำเป็น คือ เราจะเริ่มสร้างงานเพื่อให้ทุกคนมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา งานปลอมๆ เหล่านั้นจะนำไปสู่โครงการปลอมๆ ที่ไร้ความหมาย และโครงการปลอมๆ เหล่านั้นจะนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น มิหนำซ้ำยังไปวุ่นวายกับโครงการจริงๆ ที่มีอยู่
อย่ากังวลเรื่องคนเก่งที่เราต้องปล่อยให้หลุดมือไป การดึงคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงานโดยที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำนั้นแย่ยิ่งกว่า โลกใบนี้ยังมีคนเก่งอีกมากมาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเราก็จะหาได้เอง ใครจะเก่งแค่ไหนไม่สำคัญ ถ้าไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนก็ไม่จำเป็นต้องจ้าง
อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดเวลาเราจะจ้างใคร คือ เราจะดูจากเรซูเม เราต่างก็รู้ดีว่าข้อมูลในเรซูเมนั้นมักเกินจริงเสมอ เต็มไปด้วยคำฟุ่มเฟือยมากมายที่ไม่มีความหมาย ตำแหน่งงานที่ผ่านมาและหน้าที่ความรับผิดชอบที่เขียนไว้ก็ล้วนแต่กำกวมและยากที่จะเชื่อได้อย่างสนิทใจ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไรด้วย
ที่แย่ที่สุด คือ มันง่ายเกินไป ใครๆ ก็เขียนเรซูเมให้ดูดีกันได้ทั้งนั้น และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผู้สมัครที่ไม่ค่อยมีความสามารถจริงๆ จึงชอบเขียนเรซูเมกันเหลือเกิน
มีคนเคยมาบอกผมว่า การเขียนเรซูเมมีรูปแบบที่ต่างกัน ถ้าเขียนแบบนี้เงินเดือนเรียกได้ไม่เกินห้าหลัก แต่ถ้าเขียนอีกแบบจะดูดีเรียกเงินเดือนได้หกหลัก ผมว่ามันจะเวอร์ไปกันใหญ่แล้ว ใครเขาจะให้เงินเดือนจากรูปแบบเรซูเม เขาให้กันบนความสามารถ เห็นตัวอย่างกันยังครับ ว่าตำแหน่งปลอมๆ งานปลอมๆ โครงการปลอมๆ เป็นยังไง
ถ้าใครบางคนส่งเรซูเมไปตามบริษัทร้อยๆ แห่งในคราวเดียวกัน แสดงว่าเขาไม่ได้สนใจจะทำงานในตำแหน่งที่บริษัทของคุณกำลังเปิดรับหรอก เขาแค่อยากทำงานตำแหน่งไหนก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ก็เท่านั้นเอง แล้วคุณจะรับคนนั้นไหมครับ
การที่คุณจะจ้างใครมาทำงานด้วย คุณคงอยากได้คนที่สนใจบริษัทคุณ สินค้าของคุณ ลูกค้าของคุณ และสนใจงานของคุณจริงๆ ใช่ไหม แล้วจะหาคนแบบนี้ได้ยังไง ก็ต้องดูในจดหมายสมัครงานที่เขาเขียนเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับบริษัทคุณ เพราะไม่มีใครที่จะเขียนจดหมายเฉพาะเจาะจงสำหรับบริษัทเป็นร้อยไหว
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมจดหมายสมัครงานดีกว่าเรซูเม เพราะเราจะได้เห็นบุคลิกที่แท้จริงของคนคนนั้น พอจะดูได้ว่าเหมาะกับบริษัทเราไหม และที่สำคัญ คือ มันถ่ายเอกสารไม่ได้
สุดท้ายอีก 2 เรื่องที่เราชอบดูกันมาตลอดตอนจะจ้างคน คือ ประวัติการศึกษากับประสบการณ์ทำงาน เห็นในเอกสารรับสมัครชอบระบุกันจัง บางคนชอบระบุคุณสมบัติว่า ต้องรับปริญญาตรีหรือโท บางทีระบุสาขาด้วย แถมต้องมีเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำอีก
ถามจริงๆ เถอะครับ อยากได้แค่นั้นจริงๆ หรือ โลกนี้มีคนฉลาดๆ มากมายที่เรียนไม่เก่ง ซีอีโอ 90% ในบริษัทชั้นนำ 500 อันดับแรกของอเมริกา ไม่ได้จบมาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงกระฉ่อน จำนวนปีประสบการณ์ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือความทุ่มเทในการทำงาน ไหวพริบ ผลงานที่สำเร็จที่ผ่านมาของแต่ละคนมากกว่า ผู้สมัครจะทำงานนั้นมานานแค่ไหนไม่สำคัญ แต่ที่สำคัญคือ เขาทำได้ดีแค่ไหนต่างหาก







