
"เจริญ สิริวัฒนภักดี" ไล่ซื้อ บจ.11ปีรวยขึ้น 1.07แสนล้านบาท
ในช่วง11ปีที่ผ่านมา "เจริญ สิริวัฒนภักดี" มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองไทยได้ใช้ตลาดทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง และแผ่ขยายอาณาจักร "ทีซีซี กรุ๊ป" ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจประกันชีวิตประกันภัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม รวมทั้งธุรกิจการเกษตร เป็นต้น ซึ่งการซื้อกิจการ(เทคโอเวอร์)ทุกครั้งล้วนแต่สร้างผลตอบแทนมหาศาลในเวลาต่อมา เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ที่ "เจริญ"ให้ความสนใจมักจะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง และเป็นธุรกิจที่สามารถต่อยอดกิจการในเครือได้
ในช่วง11ปีที่ผ่านมา "เจริญ สิริวัฒนภักดี" มหาเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองไทยได้ใช้ตลาดทุนสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง และแผ่ขยายอาณาจักร "ทีซีซี กรุ๊ป" ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจประกันชีวิตประกันภัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม รวมทั้งธุรกิจการเกษตร เป็นต้น ซึ่งการซื้อกิจการ(เทคโอเวอร์)ทุกครั้งล้วนแต่สร้างผลตอบแทนมหาศาลในเวลาต่อมา เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ที่ "เจริญ"ให้ความสนใจมักจะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูง และเป็นธุรกิจที่สามารถต่อยอดกิจการในเครือได้
ในปี 2544 "เจริญ"ได้ทุ่มเงิน 125 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 5,562 ล้านบาท (ค่าเงินบาท 44.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ)เข้าเทกโอเวอร์บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์(BJC)จำนวน 83.5% ผ่านบริษัท ทีซีซี โฮลดิ้ง เพื่อรุกธุรกิจนำเข้าส่งออก รวมทั้งผลิตและให้บริการสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งถือว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงและให้ผลตอบแทนที่ดี
มาวันนี้(ณ วันที่ 10 ก.ย.)มูลค่ากิจการ(มาร์เก็ตแคป)ของ BJC เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.46 หมื่นล้านบาท และหากคิดจากสัดส่วนการถือหุ้นในปัจจุบันที่ 70.06% ของกลุ่ม"สิริวัฒนภักดี"คิดเป็นประมาณ5.22 หมื่นล้านบาท มูลค่าเพิ่มขึ้นจากตอนที่ซื้อกิจการเกือบ 10 เท่า และยังไม่นับเงินปันผลที่ได้รับมาตลอดระยะเวลาที่เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนต่อเนื่องและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับอาจไม่มากนัก
ต่อมาในปี 2549 "เจริญ"เข้าซื้อกิจการบริษัท โออิชิ กรุ๊ป(OISHI) ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท ได้หุ้นมาจำนวน 167.36 ล้านหุ้น หรือ 89.26% แบ่งเป็นการซื้อจาก "ตัน ภาสกรนที"ผู้ก่อตั้งจำนวน 55% และตั้งโต๊ะรับซื้อจากรายย่อยอีก 34.26% รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,439 ล้านบาท ปัจจุบันราคาหุ้น OISHI พุ่งขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของกำไร โดยล่าสุดอยู่ที่ 196 บาทหรือพุ่งขึ้นกว่า 5เท่า ทำให้"เจริญ"มีกำไรจากการเข้าซื้อกิจการ OISHI แล้ว 2.73 หมื่นล้านบาท ไม่รวมเงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปี
หลังจากนั้นในปี 2551 "เจริญ"ได้ส่งบริษัท พรรณธิอร เข้าเทกโอเวอร์ บริษัท อาหารสยาม(SFP) จากกลุ่มของ"ณรงค์ ศรีสอ้าน" เจ้าของเดิม และเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ "เจริญ" และปัจจุบันยังคงได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือการเงินของทีซีซี กรุ๊ป โดยในครั้งนั้น"ณรงค์"ขายหุ้นให้"เจริญ"ทั้งสิ้น 17.03 ล้านหุ้น หรือ 81.12% ในราคาหุ้นละ 95 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,617 ล้านบาท ซึ่งหากคำนวณจากราคาในปัจจุบันของ SFP ที่ 132 บาท คาดว่า "เจริญ"จะได้กำไรจากการเทกโอเวอร์ SFP จำนวน 630 ล้านบาท ไม่รวมเงินปันผลที่ได้รับในแต่ละปี
ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท อเดลฟอส ซึ่งเป็นนอมินีของ "เจริญ" ได้เข้าซื้อกิจการบริษัทยูนิ เวนเจอร์(UV) ของกลุ่ม"ณ ระนอง" โดยเป็นการซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 221.54 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.04 บาท และซื้อหุ้นจากกลุ่ม "ณ ระนอง"จำนวน 170 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.04 บาท รวมได้หุ้นทั้งสิ้น 391.54 ล้านหุ้น หรือ 51% คิดเป็นมูลค่ารวม 798.66 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้น UV ในปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.46 บาท ทำให้"เจริญ"มีกำไรแล้ว 555.98 ล้านบาท ไม่รวมเงินปันผล
ต่อมาในปี 2554 "เจริญ"ได้ส่งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติก และบริษัท เอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ เข้าเทกโอเวอร์บริษัทเสริมสุข(SSC) จากกลุ่ม"บุลสุข" และ"เป๊ปซี่ โค" เพื่อใช้เป็นแขนขาในระบบขนส่งและกระจายสินค้า โดยดีลนี้สร้างความฮือฮาพอสมควร เพราะเกิดการแย่งชิงหุ้นกับ"เป๊ปซี่ โค"อย่างเข้มข้น จน"เจริญ"ต้องยอมควักเงินสูงถึง 1.39 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นทั้งหมด 254.4 ล้านหุ้น หรือ 96% ของทุนจดทะเบียน หรือเฉลี่ยราคาหุ้นละประมาณ 54 บาท
ถึงแม้การลงทุนครั้งนี้จะค่อนข้างแพง แต่ถือว่าคุ้มค่า เพราะช่วยให้ธุรกิจในเครือของ "ทีซีซี กรุ๊ป" มีระบบขนส่งและกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประเทศ เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการขยายตลาดและประหยัดต้นทุน นอกจากนั้นราคาหุ้น SSC ในตลาดยังพุ่งขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 160 บาทต่อหุ้น ทำให้คาดว่า"เจริญ"จะมีกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ล่าสุด "เจริญ" ได้นำ UV เข้าซื้อกิจการ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์(GOLD) โดยเสนอซื้อหุ้นสามัญหุ้นละ 5.50 บาท และใบสำคัญแสดงสิทธิ(วอร์แรนต์) ที่ราคา 2.50 บาทต่อหน่วย รวมมูลค่า 7,497.97 ล้านบาท โดยหวังยกระดับขึ้นเป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เนื่องจาก GOLD เป็นบริษัทที่มีทรัพย์สินและที่ดินจำนวนมากที่พร้อมจะพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่และสร้างผลตอบแทนได้ในอนาคต
โดยสรุปการไล่เทกโอเวอร์บริษัทจดทะเบียนของ"เจริญ"ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้ประโยชน์ทั้งในด้านการทำธุรกิจที่ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม เกิดการต่อยอดและประหยัดต่อขนาดของธุรกิจในเครือ รวมทั้งยังได้กำไรทางบัญชีจากการเข้าซื้อ OISHI, SFP, UV และ SSC อีกกว่า 5.54 หมื่นล้านบาท
"พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ธนชาต ให้ความเห็นว่า กำไรจากเงินลงทุนของกลุ่ม"สิริวัฒนภักดี"เป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น เพราะหากมีขายหุ้นจริงคงไม่สามารถขายได้ราคาดีเท่ากับราคาในตลาดหุ้น เนื่องจากหุ้นบางตัวมีสภาพคล่องต่ำมาก เช่น SSC มีสภาพคล่องเพียง 2% เมื่อขายหุ้นราคาน่าจะลดลงอย่างรวดเร็ว หรือหากขายผ่านกระดานซื้อขายรายใหญ่(บิ๊กล็อต)ก็คงได้ราคาต่ำกว่ากระดานแน่นอน
อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อกิจการหลายครั้งน่าจะเป็นประโยชน์ในด้านการทำธุรกิจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเทกโอเวอร์ SSC ที่ได้ระบบขนส่งและกระจายสินค้าใหญ่ที่สุดของประเทศ และตู้แช่เย็นทำให้สามารถลดต้นทุนดำเนินงานและกระจายสินค้าในเครือไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง หรือเกิดการส่งเสริมธุรกิจระหว่างกัน เป็นต้น







