
ออสซีสบช่องอาฟตาเล็งบุกตลาดนมไทย
โพสต์ทูเดย์ — นมออสซี เล็งบุกตลาดนมพรีเมียมในไทยเอเชีย ส่วนปีนี้อากาศแปรปรวน ผลผลิตหด ดันราคาพุ่ง 3040%
นายฟิลล์ กู๊ด ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาตลาดต่างประเทศ ธุรกิจผลิตภัณฑ์นมเนยออสเตรเลีย สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย เปิดเผยว่า จากกรอบการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับไทย ในสินค้ากลุ่มนมเนยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2568 โดยภาษีนำเข้าจะลดเหลือ 12% ทำให้เป็นโอกาสที่ผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียจะเข้ามาทำตลาดในไทย รวมถึงตลาดภูมิภาคเอเชีย
สำหรับตลาดในไทยยังมีโอกาสในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสดใหม่ โดยเฉพาะตลาดระดับบนที่มีแนวโน้มเติบโตทุกปี ดังนั้นจะเร่งทำความเข้าใจถึงกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพ แม้จะราคาสูงกว่าประเทศอื่นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม จากสภาพอากาศแปรปรวนที่เกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลียตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตสินค้านมและนมแปรรูปในประเทศลดลง สวนกับต้นทุนการผลิตที่สูง ส่งผลให้ราคาส่งออกสูงขึ้น 3040%โดยในปี 25512552 มีกำลังการผลิตรวม 9.4 พันล้านลิตร คิดเป็นมูลค่ารายได้จากฟาร์มราว4 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย และมีมูลค่าการส่งออก 2.9 พันล้านเหรียญออสเตรเลีย
ทั้งนี้สัดส่วนผลิตภัณฑ์นมจากประเทสออสเตรเลียกว่า 71% จะส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยมีตลาดใหญ่สำคัญ คือ ประเทศญี่ปุ่น สัดส่วน 19% รองลงไปเป็นประเทศจีน ฮ่องกง มาเก๊า ราว 11% ส่วนประเทศไทย เป็นตลาดอันดับ 8 ด้วยสัดส่วน4 % เป็นต้น ซึ่งแนวทางการทำตลาดสินค้าในแต่ละประเทศ จะร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ หรือ ซัพพลายเออร์ ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ เพื่อจัดสรรสัดส่วนผลิตภัณฑ์นมเนยเพื่อส่งออกไปยังแต่ละประเทศ โดยอุตสาหกรรมนมออสเตรเลียจะชูภาพลักษณ์ผลิตภัณธ์นมเนยคุณภาพสูง(พรีเมียม) เพื่อแข่งขันในตลาดแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าก็ตาม
สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น ในปัจจุบันเห็นว่ายังมีช่องทางการเติบโตสูงจากการทำตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีความสดใหม่ จากพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่นิยมดื่มนมสด หรือ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มขยายการเติบโตสูงขึ้นทุกปี ซึ่งอุตสาหกรรมนมเนยออสเตรเลีย จะเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในประเทศไทยเพื่อให้เข้าใจกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพ แม้จะมีราคาสูงกว่าประเทศอื่นในขณะนี้
ด้านนายสารกิต ชุติกุล ผู้จัดการพัฒนาธุรกิจ สถานเอกอัตรราชทูตออสเตรเลีย กล่าวว่าการจัดงานสัมมนาดังกล่าวได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจในอุตสาหกรรมนมที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 100 ราย เพื่อรับทราบแนวโน้มอุตสาหกรรมนมประเทศออสเตรเลียที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและลดลงไม่แน่นอนในแต่ละปีตลอดช่วง45ปีที่ผ่นมา จากสภาพอากาศแปรปรวนและความแห้งแล้ง เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้ตลาดส่งออกในอุตสาหกรรมนมเนยประเทสออสเตรเลียเติบโตต่อไป รวมถึงในประเทศไทย ด้วยกรอบการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับไทย ในสินค้ากลุ่มนมเนยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือ ราวปี2568 โดยภาษีนำเข้าจะลดเหลือ12%







