
การเกษตร-กับการซื้อกิจการ
เมื่อสัปดาห์ก่อน “ส่องเศรษฐกิจโลก” เล่าเรื่องที่เกี่ยวพันกับกิจการอันถดถอยกิจการหนึ่งของผู้ประกอบการจากออสเตรเลีย วันนี้ก็ยังคงขอวนเวียนอยู่กับดินแดนทางใต้ที่ออสเตรเลียเหมือนเดิม แต่เราจะไปกันที่ธุรกิจในภาคการเกษตร
เมื่อสัปดาห์ก่อน “ส่องเศรษฐกิจโลก” เล่าเรื่องที่เกี่ยวพันกับกิจการอันถดถอยกิจการหนึ่งของผู้ประกอบการจากออสเตรเลีย วันนี้ก็ยังคงขอวนเวียนอยู่กับดินแดนทางใต้ที่ออสเตรเลียเหมือนเดิม แต่เราจะไปกันที่ธุรกิจในภาคการเกษตร
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ รัฐบาลของออสเตรเลียเพิ่งจะประกาศอนุมัติให้นักลงทุนจากจีนได้สิทธิเข้าซื้อกิจการฟาร์มฝ้ายจากบริษัทท้องถิ่น โดย เวย์น สวอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของออสเตรเลีย ได้เปิดเผยถึงการอนุมัตินี้ว่า รัฐบาลยินยอมให้บริษัท Shandong Ruyi Group ผู้ประกอบการสิ่งทอยักษ์ใหญ่จากแดนมังกร ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท Cubbie Station ซึ่งการซื้อกิจการคราวนี้เป็นทั้งการได้ธุรกิจฟาร์มฝ้ายและผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ และรวมถึงการได้เป็นเจ้าของพื้นที่ราวๆ 1,000 ตารางกิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ของควีนส์แลนด์ด้วย
ที่ผ่านมา กิจการของ Cubbie Station เป็นไปอย่างค่อนข้างย่ำแย่ กล่าวคือ ผลประกอบการตั้งแต่ปี 2009 ถึงปัจจุบัน ได้ก่อหนี้สินมากถึง 300 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 310 ล้านเหรียญสหรัฐ
ท่านรัฐมนตรีสวอน กล่าวว่า ข้อตกลงในการซื้อนี้ เป็นการทำให้ความไม่แน่นอนในธุรกิจของ Cubbie Station หมดไป และสามารถสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะเดินหน้าประกอบธุรกิจต่อไปได้ อันจะเป็นการปกป้องแรงงานและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อไปได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ไปเสียทั้งหมด เพราะในขณะที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเป็นการช่วยกิจการของ Cubbie Station แต่อีกหลายเสียงก็บอกว่า เป็นการเอากิจการด้านการเกษตรไปขายให้ต่างชาติอย่างไม่เหมาะสม จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากจีนที่ตอนนี้กำลังต้องการทรัพยากร วัตถุดิบต่างๆ ได้เข้ามาอย่างง่ายดายมากเกินไป
สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การซื้อกิจการครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารและการเกษตรของจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ทำให้ที่ผ่านมาได้มีการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต่างๆ ของจีนออกไปขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ยังมีบริษัทจีนอีกแห่งหนึ่ง คือ Shanghai Zhongfu (Group) ก็กำลังเล็งที่จะลงทุนในการพัฒนาการเกษตรในดินแดนห่างไกลทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลียด้วยเหมือนกัน
หันมาทาง Cubbie Station แม้ว่าบริษัททั้งสองที่ซื้อขายจะไม่ได้เปิดเผยมูลค่าในการเจรจา แต่ก็เป็นที่คาดคะเนว่ากิจการของ Cubbie Station น่าจะมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายยังจะต้องไปตกลงเจรจาเรื่องราคาที่แน่นอนกันต่อไป โดยในแผนการซื้อขายที่ได้รับการอนุมัตินี้ บริษัทจากจีนจะได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 80% ของ Cubbie Station ในขณะที่หุ้นอีก 20% ที่เหลือ เป็นสัดส่วนของนักลงทุนออสเตรเลียเอง คือเศรษฐีตระกูล Lempriere ซึ่งเป็นพันธมิตรกับ Shandong Ruyi Group อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การซื้อขายธุรกิจคราวนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลายอย่าง หนึ่งในเงื่อนไขคือ Shandong Ruyi Group จะต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 51% ภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวกับก่อนหน้านี้ ที่บริษัทจากจีนอีกบริษัทหนึ่ง คือ Yanzhou Coal ได้เคยเข้ามาซื้อกิจการเหมืองถ่านหินในออสเตรเลีย จากบริษัท Felix Resources เมื่อปี 2009 มาก่อน (แต่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งจะอนุมัติให้ยืดระยะเวลาของการลดสัดส่วนการถือหุ้นให้เหลือ 51% ออกไปได้อีก 1 ปี)
ท่านรัฐมนตรีสวอนยังบอกอีกว่า กลุ่ม Lempriere จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของ Cubbie Station ในการทำการตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความกังวลที่ว่า บริษัทจากจีนจะเข้ามากดดันเพื่อขอซื้อฝ้ายในราคาถูกๆ จากเกษตรกร
ที่ผ่านมา นอกจากฝ้ายแล้ว Cubbie Station ยังผลิตข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ และข้าวโพดด้วย นอกจากนั้นยังมีสิทธิในการใช้น้ำถึง 5.37 แสนลิตร ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเพียงพอที่จะเติมในอ่าวซิดนีย์ได้เลยทีเดียว
การปันส่วนน้ำเป็นเรื่องทางการเมืองอีกเรื่องที่ทำให้มีผู้ไม่พอใจมากกับการอนุมัติซื้อขายนี้ ซึ่งทำให้คนออสเตรเลียคิดว่าต่างชาติจะมาหาประโยชน์จนเกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปการจัดการด้านน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลเสียก่อน
นิค เซโนโฟน ทนายความอิสระรายหนึ่ง กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นเหมือนข้อตกลงแบบบิดเบี้ยว คือ ให้นักลงทุนของออสเตรเลียเองได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่ออสเตรเลียเองได้สูญเสียอำนาจในการควบคุมกิจการนี้ไปแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนหน้านี้ เซโนโฟนและเพื่อนๆ นักกฎหมายได้เคยเรียกร้องให้มีการทบทวนนโยบายในการอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการการเกษตรในออสเตรเลียอยู่ก่อนแล้ว โดยในปัจจุบันนี้ คณะกรรมการทบทวนการลงทุนต่างชาติ จะเป็นผู้เข้ามาดูข้อเสนอในการซื้อขาย เมื่อมีการซื้อหุ้นมากกว่า 15% ขึ้นไป ที่เป็นการซื้อขายที่มีมูลค่ามากกว่า 244 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งผู้ที่ไม่เห็นด้วยเชื่อว่า เป็นกฎระเบียบที่หละหลวม เพราะทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กแอบไปเจรจากับต่างชาติได้โดยที่ไม่มีใครรู้ จึงเรียกร้องให้ลดตัวเลขที่จะควบคุมอยู่ที่ 15 ล้านเหรียญออสเตรเลีย
ถึงตอนนี้ กระแสคัดค้านก็ยังมีต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็คงต้องยอมรับว่าในระบบทุนนิยมที่เป็นระบบที่ควบคุมเศรษฐกิจโลกนั้น เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เมื่อมีผู้ล้มก็จะมีผู้เข้ามาสวมรอยแทน เพียงแต่ว่าสำหรับกรณีนี้เป็นกิจการด้านการเกษตรและทรัพยากร ทำให้มีความเป็นห่วงตามมาค่อนข้างมาก แต่ก็เชื่อว่าจะยังเกิดเหตุเช่นนี้อีกหลายครั้งในอนาคตอันใกล้ อันเนื่องมาจากภาวะซบเซาของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณากฎหมายของออสเตรเลียที่แม้จะมีผู้บอกว่าหละหลวม แต่ก็มีความพยายามในการปกป้องกิจการในประเทศไม่ใช่น้อย และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยเองก็ต้องเรียนรู้ด้วยเหมือนกันว่าหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น เราจะปกป้องธุรกิจเกษตรหรือธุรกิจอื่นๆ ของไทยจากการคุกคามของทุนต่างชาติได้อย่างไร การอนุญาตให้ต่างชาตินำเงินมาฟื้นฟูกิจการภายใต้ข้อบังคับที่ต้องถอนหุ้นออกไปในเวลาที่กำหนด ก็เป็นเงื่อนไขที่น่าศึกษาทีเดียว







