
คลังโชว์ผลงานรอบปี ประชานิยมบานสะพรั่ง
วันนี้กระทรวงการคลังถือฤกษ์ดี แถลงผลงานการบริหารเศรษฐกิจประเทศมาครบรอบ 1 ปี ก่อนที่รัฐบาลจะเอาผลงานไปยำเป็นรวมมิตรจานใหญ่ให้นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานต่อรัฐสภาอีกครั้ง
วันนี้กระทรวงการคลังถือฤกษ์ดี แถลงผลงานการบริหารเศรษฐกิจประเทศมาครบรอบ 1 ปี ก่อนที่รัฐบาลจะเอาผลงานไปยำเป็นรวมมิตรจานใหญ่ให้นายกรัฐมนตรีแถลงผลงานต่อรัฐสภาอีกครั้ง
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เกณฑ์ผู้บริหารทั้งกระทรวง ร่วมถึงผู้บริหารแบงก์รัฐมาเสริมทัพการแถลงผลงานชนิดเต็มอัตราศึก
ผลงานที่คาดว่า จะถูกหยิบยกขึ้นมาติดโบแถลงในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่รัฐบาลตีฆ้องร้องเป่าสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา
เริ่มตั้งแต่การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการให้อัตราภาษีนิติบุคคลสอดคล้องกับประเทศอื่นในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม การลดภาษีครั้งนี้ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียเงินภาษีไป 1.5 แสนล้านบาท และยังมีคำถามว่าการลดภาษีครั้งนี้ มีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 3 ล้านรายแทบไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษีของรัฐบาล
โครงการรถคันแรก คืนเงินภาษีสรรพสามิตให้กับผู้ซื้อรถคันแรกไม่เกิน 1 แสนบาท รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิ 5 แสนคัน ทำให้เป็นภาระงบประมาณจ่ายคืนให้ผู้ซื้อรถ 3 หมื่นล้านบาท ในโครงการนี้ในแง่ปริมาณถือว่าประสบความสำเร็จ
หลังจากมีการขยายเงื่อนไขส่งมอบรถไม่มีกำหนด แต่ต้องจองซื้อภายในปีนี้ทำให้การใช้เงินงบประมาณใช้โปะโครงการนี้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้
ตามมาด้วยบ้านหลังแรก มีทั้งการให้หักลดหย่อนภาษี และให้สินเชื่อดอกเบี้ย 0% เป็นเวลานาน 3 ปี ในส่วนของการหักลดหย่อนภาษีทำให้รัฐสูญเสียภาษีอีกนับพันล้านบาท
ส่วนสินเชื่อ 0% ตั้งเป้าไว้ 2 หมื่น แต่ปล่อยได้ไม่ถึงครึ่งเพราะติดเงื่อนไขบ้านต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท
นโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถมของกระทรวงการคลังที่เด่นอีก คือโครงการรับจำนำข้าวรอบแรกใช้เงินไป 3.5 แสนล้านบาท เป็นเงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 9 หมื่นล้านบาท เงินกู้จากกระทรวงการคลังอีก 2.6 แสนล้านบาท โดยการวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ออกมาระบุว่า โครงการนี้จะเสียหาย 1 แสนล้านบาท มีชาวนาที่ยากจนที่ได้ประโยชน์เพียง 17% ที่เหลือเงินอีก 8 หมื่นกว่าล้านบาท ตกอยู่ในมือของชาวนาที่รวย นายทุน เจ้าของโรงสี นักการเมือง
ความเสียหายของโครงการรับจำนำ ยังไม่รวมกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การส่งออกข้าวไทยที่มีปัญหาเสียแชมป์การส่งออกข้าวให้กับคู่แข่งเวียดนามและอินเดีย และปัญหาข้าวไทยไม่มีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังก็ยังเดินหน้าหนุนรับจำนำรอบ 2 ที่ต้องใช้เงินอีก 4 แสนล้านบาท
ผลงานต่อเนื่องจากโครงการรับจำนำ คือโครงการบัตรเครดิตเกษตรกรที่จะเดินหน้า 2 ล้านใบให้ได้ภายในปีนี้ และตั้งเป้าเป็น 4 ล้านใบในปีหน้า
ส่วนผลงานโครงการประกันภัยพืชผลที่ว่าไม่โดดเด่น ส่วนหนึ่งเป็นโครงการของรัฐบาลเก่าริเริ่ม ทำให้รัฐบาลนี้ไม่อยากสานต่อ
อีกผลงานกระทรวงการคลังที่ทำผ่านแบงก์รัฐ คือโครงการพักหนี้ดีไม่เกิน 5 แสนบาท โดยลดดอกเบี้ยให้ 3% เป็นเวลา 3 ปี และลูกหนี้ยังเลือกที่จะพักหนี้หรือไม่พักได้อีกด้วย โครงการนี้แบงก์รัฐสูญเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลต้องใช้เงินชดเชยให้แบงก์รัฐครึ่งหนึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นแบงก์รัฐบางแห่งจะมีปัญหาฐานะการเงินถึงขั้นขาดทุน
ส่วนผลงานกระทรวงการคลังที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจภาพรวม ก็เห็นจะเป็นผลงานที่ทำเฉพาะหน้าเนื่องจากสถานการณ์บังคับ คือการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเงิน 4 ฉบับ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
พ.ร.ก.ฉบันแรกเป็นการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ซ่อมแซมประเทศหลังน้ำท่วม รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนแต่ผ่านมา 1 ปี รัฐบาลเบิกจ่ายเงินไปไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาทโดยเงินกู้ต้องกู้ภายในปี 2556
พ.ร.ก.ตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ยังมีผู้มาทำประกันกับกองทุนจำนวนน้อย พ.ร.ก.ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) ปล่อยกู้ซอฟต์โลน 3 แสนล้านบาท
ขณะที่ พ.ร.ก.ฉบับสุดท้าย เป็นการโอนภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท ไปให้ ธปท.ดูแลรับใช้ โดยไปเก็บเงินค่าต๋งเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์ กระทรวงการคลัง อ้างว่าเป็นการแก้ไขหนี้ที่เป็นภาระงบประมาณ แต่นักวิชาการและนักการเงิน เห็นว่า เป็นการซุกหนี้ของรัฐบาล และผลักภาระให้ผู้ฝากและกู้เงินของธนาคารพาณิชย์เป็นผู้รับภาระทั้งหมด
เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของกระทรวงการคลังที่พยายามตกแต่งโครงการประชานิยมให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง ก่อนใส่พานให้นายกรัฐมนตรีแถลงเป็นผลงานรัฐบาลเรียกคะแนนเสียงอีกรอบ
“อย่าเป็นหนี้มาก” แบงก์เตือนรับมือเศรษฐกิจ
โดย เบญจมาศ เลิศไพบูลย์
(รูปช่างภาพบางกอกโพสต์ถ่ายเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ไปสัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ค่ะ)
วิกฤตหนี้ในยุโรปที่ยังบานปลายและไม่จบลงอย่างง่าย ทำให้สำนักวิจัยเศรษฐกิจปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจในปี 2556 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดเศรษฐกิจปีหน้า จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 5% ลงมาอยู่ที่ 4.7% หรือกรณีเลวร้ายสุดอาจเติบโตเพียง 2.7% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัวได้ 11.3% หรือกรณีเลวร้ายสุดจะขยายตัวได้เพียง 5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 12%
ทิศทางเศรษฐกิจปีหน้าออกแนวคางเหลือง “หยกพร ตันติเศวตรัตน์” รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริหารความเสี่ยง ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะนำว่า ผู้ประกอบการต้องทำตัวเองให้แข็งแรง การใช้เงินต้องระมัดระวังหากต้องการขยายธุรกิจ ขณะนี้ทุนเป็นเรื่องสำคัญ เป็นไปได้อย่ามีหนี้เยอะ
หยกพร เตือนว่า ปีหน้าจะเห็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง เลี่ยงไม่พ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงโดยเฉพาะเหล็ก ภาคการก่อสร้างจะชะลอตัว ขณะที่ความต้องการสินค้าสำเร็จรูป จำพวกอาหารแช่แข็งที่พึ่งพิงตลาดยุโรปเป็นหลักจะได้รับผลกระทบเช่นกัน รวมทั้งสินค้าอิเล็กทรอนิสก์ เพราะคนจะประหยัดไม่มีความต้องการซื้อ
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ว่ามานี้ จะกระทบกับลูกค้าของธนาคารแน่ ยอมรับว่าธนาคารต้องติดตามธุรกิจลูกค้ามากขึ้น ในเมื่อเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนโดยตลาดส่งออกถึง 70% เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอ การส่งออกลด ก็จะกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในประเทศ เชื่อว่าจะเห็นผลกระทบในทุกภาคส่วน เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ และการใช้จ่ายจะน้อยลง
“สิ่งที่น่าห่วงที่สุดจึงตกอยู่ที่เศรษฐกิจปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจโต รัฐบาลก็ไม่มีปัญหาทางการเงิน แต่ถ้าส่งออกไม่ได้ ปัญหาจะทับถม ทางออกคือต้องมีการลงทุนในประเทศ วิธีการโปรยเงินก็เป็นวิธีทำให้คนใช้จ่าย ช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะช่วยทดแทนรายได้จากการส่งออกได้ไหม ในอีกมุมหนึ่งการโปรยเงินตอนนี้ก็ลำบากขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจโลกแย่ก็อาจแย่กว่านี้” หยกพร กล่าว
เค้าลางจากเศรษฐกิจที่อาจเกิดปัญหาอีกไม่ช้า ทำให้ธนาคารได้จัดการบริหารความเสี่ยง ทำตัวเองให้แข็งแรงแม้สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเผชิญมรสุมหรือไม่
หยกพร บอกว่า วิธีการคือทำสเตตเทสต์บนสมมติฐานหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต ฐานลูกค้าของธนาคารในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ธนาคารจะทดสอบความเสี่ยงลูกค้าปีละหน
ขณะที่การทำตัวเองให้แข็งแกร่ง ก็เป็นการบริหารงานให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 คือการบังคับใช้แนวทางการกำกับดูแลเงินกองทุนและสภาพคล่องตามหลักเกณฑ์บาเซล 3 จากบาเซล 2 ในปัจจุบัน โดยน้ำหนักที่บาเซล 3 จะให้ความสำคัญคือ เงินกองทุนและสภาพคล่อง
ในส่วนของเงินกองทุนนั้น จะให้น้ำหนักความเป็นเจ้าของมากขึ้น จากเดิมเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต้องไม่ต่ำกว่า 4.5% โดยในนี้ต้องเป็นหุ้นสามัญไม่ต่ำกว่า 2% แต่บาเซล 3 เพิ่มน้ำหนักเทียร์ 1 เป็น 6% แบ่งเป็นหุ้นสามัญไม่ต่ำกว่า 4.5%
ขณะที่การให้น้ำหนักสภาพคล่องจะมีการเพิ่มสินทรัพย์ที่เรียกว่า Stable Fund หรือสินทรัพย์ที่มีอายุเกิน 1 ปี เช่น เงินฝากและหุ้นกู้ระยะยาวอายุมากกว่า 1 ปี เรียกได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่หายไปในพริบตา โดยในส่วน Stable Fund จะอยู่ในขาของฝั่งเงินฝาก ซึ่งต้องสอดคล้องเท่ากับฝั่งเงินกู้ แต่ในส่วนของ Stable Fund ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างหาคำนิยามศัพท์ให้ชัดเจนอีกครั้ง
หยกพร ยอมรับว่า ผลหลังจากใช้บาเซล 3 จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องใช้ทุนในปริมาณมากขึ้น ความสามารถในการทำกำไรอาจลดลง เพราะต้องให้น้ำหนักในส่วนทุน ผู้ถือหุ้นอาจไม่ชอบแนวทางการกำกับดูแลเงินกองทุนและสภาพคล่องตามเกณฑ์ใหม่ และในมุมธนาคารเองก็ไม่มีใครชอบ เพราะทำให้การทำธุรกิจธนาคารยากขึ้นด้วย แต่สิ่งที่จะเห็นผลชัดเจนจากเกณฑ์ใหม่นี้ คือธนาคารพาณิชย์จะมีความแข็งแกร่งมาก
“ความยากของธนาคารคือการบริหารธุรกิจให้ได้ผลตอบแทนกลับมามากขึ้น เพราะธนาคารต้องใช้ทุนมากขึ้น” หยกพร กล่าว
การดูแลด้านบริหารความเสี่ยงมาอย่างยาวนาน หยกพร จึงเห็นว่า กฎใหม่ที่จะเข้าดูแลธนาคารพาณิชย์ล้วนเป็นผลจากความล้มเหลวของสถาบันการเงินในสหรัฐ และสหภาพยุโรป (อียู) ขณะนี้ถึงเวลาที่สถาบันการเงินต้องชดใช้กรรมที่ก่อไว้ เพราะก่อนที่จะเกิดปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2551 รัฐบาลสหรัฐขาดดุลทั้งฝั่งการคลัง และขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่การกำกับดูแลสถาบันการเงินด้วยบาเซล 2 ก็มีจุดอ่อน ธนาคารในสหรัฐต่างกำหนดระดับเงินกองทุนขั้นต่ำของตัวเอง จึงเกิดปัญหาเงินทุน และสภาพคล่องไม่เพียงพอ วิกฤตสถาบันการเงินที่เกิดขึ้นจึงสำแดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมาสถาบันการเงินในโลกมีทุนน้อยเกินไป ซึ่งนำไปสู่การเกิดบาเซล 3
ผลที่เกิดจากสถาบันการเงินในต่างประเทศ ทำให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจโลกเป็นลูกโซ่ ไม่เฉพาะอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจจริงในภาคการเงิน 23 ปีมานี้ สภาพคล่องเงินตราต่างประเทศเริ่มลดน้อยถอยลง เป็นเมฆหมอกปกคลุมทั่วหัวระแหง ซึ่งสิ่ง







