
กิมจั๊วกรุ๊ปผุดโรงงานแห่ง2รับเออีซี
เคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป ทุ่ม 1,000 ล้านบาท เปิดโรงงานเนยและชีสแห่งใหม่ ขยายกำลังเพิ่ม 100% รองรับเปิดเสรีการค้า
เคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป ทุ่ม 1,000 ล้านบาท เปิดโรงงานเนยและชีสแห่งใหม่ ขยายกำลังเพิ่ม 100% รองรับเปิดเสรีการค้า
นายตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิมจั๊ว กรุ๊ป ผู้นำเข้าสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเนยแข็งระดับโลก ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าบริโภคที่มีคุณภาพรายใหญ่ในไทย อาทิ เนยและชีส อลาวรี บิสกิตอิมพีเรียล น้ำผลไม้เข้มข้นซันควิก เปิดเผยว่า นโยบายการดำเนินธุรกิจจากนี้ไปจะให้ความสำคัญกับการขยายตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เนยและชีสมากขึ้น
ทั้งนี้ หลังจากพบว่าแนวโน้มการบริโภคของคนรุ่นใหม่หันมานิยมรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยและชีสมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเนยและชีสในประเทศไทยมีมูลค่า 1,500 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 10%
ขณะเดียวกัน จากความที่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจเนยและชีส บริษัทจึงได้ก่อสร้างโรงงานใหม่แห่งที่ 2 ของกลุ่มเคซีจี กิมจั๊ว กรุ๊ป ภายใต้ชื่อบริษัท ยูไนเต็ด แดรี่ฟู้ดส์ เทพารักษ์ เพื่อผลิตสินค้าเนยและชีส ด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมุ่งเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดในประเทศ รวมไปถึงรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในอนาคต
สำหรับโรงงานยูไนเต็ด แดรี่ฟู้ดส์ เทพารักษ์ ตั้งอยู่ที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ บนพื้นที่ขนาด 20 ไร่ โดยโรงงานแห่งนี้ได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดมาใช้ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มากขึ้นถึง 100% จากเดิมโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่บริเวณถนนอุดมสุข มีกำลังการผลิต 4,000 ตัน/ปี เมื่อเปิดโรงงานแห่งที่ 2 ที่เทพารักษ์ จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 8,000 ตัน/ปี
นอกจากนี้ บริษัทยังมีศูนย์กระจายสินค้าที่มีระบบโลจิสติกส์ 4 แห่ง ได้แก่ จ.สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่การจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ทั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และรองรับการเปิดเออีซีในอีก 3 ปีข้างหน้า
ปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจำนวน 20 ประเทศ และมีสินค้าหลักที่ส่งออก คือ ขนมบิสกิต คุกกี้ เวเฟอร์ แบรนด์อิมพีเรียล ประเทศหลักที่ส่งออกคือญี่ปุ่น รวมทั้งส่งออกสินค้าไปในอาเซียนทุกประเทศ โดยสัดส่วนการส่งออกสินค้าคิดเป็น 20% ของรายได้รวม อีก 80% เป็นตลาดในประเทศ คาดว่าตั้งแต่ปีหน้าสัดส่วนการส่งออกสินค้าจะเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 5%







