
เงินกู้รับกระทบสภาพคล่อง แต่หนุนเศรษฐกิจเติบโต
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ในปีงบประมาณ 2556 ยอดการกู้เงินรวมของรัฐบาลและหนี้สาธารณะของประเทศ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ในปีงบประมาณ 2556 ยอดการกู้เงินรวมของรัฐบาลและหนี้สาธารณะของประเทศ
อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพการคลัง การเติบโตของเศรษฐกิจ และสภาพคล่องในระบบ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยอดการกู้เงินรวมในปีงบประมาณ 2556 อาจคิดเป็น 6.8% ต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ยอดการกู้เงินรวมราว 4.1% ต่อจีดีพี ในปีงบ ประมาณ 2555 และเทียบกับการคาดการณ์เฉพาะยอดขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2556 ที่ 2.3% ต่อจีดีพี
ขณะที่หากย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีก่อนที่จะมีการกู้เงินภายใต้กฎหมายพิเศษตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 หรือในช่วงปีงบประมาณ 2542-2551 การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลจะคิดเป็นค่าเฉลี่ยราว 1.4% ต่อจีดีพี
การกู้เงินเพื่อโครงการบริหารจัดการระบบน้ำและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ที่สมทบกับยอดขาดดุลงบประมาณอาจทำให้รัฐบาลมียอดการกู้เงินรวมเพิ่มเป็นประมาณ 6.8% ต่อจีดีพี นั้นมาจาก
1) การกู้เงินที่มีขนาดใกล้เคียง 3 แสนล้านบาท ภายใต้โครงการบริหารจัดการระบบน้ำ หลังได้ข้อสรุปผู้ดำเนินโครงการราวต้นปี 2556
2) ความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจกู้เพิ่มอีก 2.28-2.85 แสนล้านบาทต่อปี ภายใต้โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อสร้างอนาคตประเทศ (ที่เบื้องต้นอาจดำเนินการผ่านการออกร่างพระราชบัญญัติวงเงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท ในช่วง 5-7 ปี)
ทั้งนี้ หากทั้งสองส่วนดังกล่าวมีความก้าวหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น ก็คงจะสมทบให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมอีกกว่า 5 แสนล้านบาท จากส่วนที่วางแผนจะกู้สำหรับชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปี 2556 ราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2556 ปรับขึ้นสู่ 48.9% หรือเข้าใกล้ 50% เทียบกับที่คาดว่าจะจบสิ้นปีงบประมาณ 2555 ไม่ต่างจากระดับ ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2555 ที่ 43.3%
ขณะเดียวกันการใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จะเป็นแรงเสริมหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2556 ให้เติบโตราว 1.8% เป็นอย่างน้อย
สำหรับผลต่อสภาพคล่องในระบบนั้น ยังคงต้องขึ้นอยู่กับแนวโน้มการขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ความต้องการระดมเงินของภาคเอกชน ฐานะดุลการค้าระหว่างประเทศ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย อันผูกโยงกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งยอดการกู้เงินจากรัฐบาลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คงจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจมีผลในการดึงสภาพคล่องและกระทบต้นทุนทางการเงิน
ส่วนผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินนั้น คงขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะความต้องการระดมเงินจากภาคเอกชน และการไหลเข้าสุทธิของเงินทุน ซึ่งการบริหารจัดการสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพทั้งจากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็น่าที่จะช่วยให้การปรับตัวของสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากรัฐบาลมีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้านและมุ่งเน้นใช้จ่ายลงทุนด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาวเป็นหลักแล้ว การกู้เงินและหนี้สาธารณะที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็น่าที่จะอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้โดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลัง
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการบริหารจัดการสภาพคล่องที่มีประสิทธิภาพทั้งจากรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คงจะช่วยให้สถานการณ์สภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินปรับตัวไปในทิศทางที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม







