
ยอดใช้พลังงานพุ่ง
รับสัญญาณศก.เริ่มกระเตื้องอุตฯหวนผลิตหลังฟื้นอุทกภัย
รับสัญญาณศก.เริ่มกระเตื้องอุตฯหวนผลิตหลังฟื้นอุทกภัย
สนพ.คาดปีนี้ยอดใช้พลังงานโต 5% สะท้อนภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวกลับมาผลิตได้แล้ว
นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า แนวโน้มการใช้พลังงานในปี 2555 จะขยายตัว 5% สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) โดยมีปัจจัยสำคัญจากการขับเคลื่อนของการผลิตภาคอุตสาหกรรม การฟื้นตัวของการบริโภค และการลงทุนในประเทศ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปก็ตาม
ทั้งนี้ ความต้องการใช้พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี (ม.ค.มิ.ย.) ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นเกือบทุกประเภท โดยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 80,316 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 8.3% และคาดการณ์ปีนี้จะขยายตัวที่ 8.9% ซึ่งมีปัจจัยจากสภาพอากาศที่ร้อนในเดือน เม.ย. โดยภาคธุรกิจขนาดใหญ่และภาคครัวเรือนเริ่มฟื้นตัวหลังประสบภัยน้ำท่วม
การใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดเริ่มฟื้นตัวหลังน้ำท่วม และเติบโตได้ดีจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวถึง 21.6% จากผลของนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนรถยนต์คันแรก และจากการลงทุนสายการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกเอเชีย
ขณะเดียวกันยังมีบางอุตสาห กรรมที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าลดลง เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และสิ่งทอ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของตลาดหลักทั้งสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งตลาดส่งออกมีการแข่งขันรุนแรง และโรงงานสิ่งทอรายใหญ่บางแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหยุดการผลิตชั่วคราว และบางส่วนได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปปี 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ 4.42 หมื่นล้านล้านลิตร เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เมื่อแยกประเภทน้ำมันพบว่า ดีเซลใช้มากเป็นอันดับหนึ่งประมาณ1.99 หมื่น ล้านลิตร หรือเฉล่ี่ยวันละ 54.6 ล้านลิตร/วัน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของการใช้น้ำมันสำเร็จรูปทั้งหมด เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับภาคอุตสาหกรรมบางประเภทเร่งกำลังการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้นส่วนการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) มีปริมาณ 9,007 ล้านลิตร หรือ 4.86 ล้านตัน ยังไม่รวมการใช้แอลพีจีภาคปิโตรเคมีโดยการใช้แอลพีจีที่เพิ่มขึ้นเป็นอันดับหนึ่งคือภาคขนส่ง เนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำมัน ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายคงราคาขายปลีก ส่วนภาคครัวเรือนการใช้เพิ่มมากเป็นอันดับสอง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ แอลพีจี ในภาคอุตสาหกรรมปี 2555 คาดการณ์จะปรับลดลง 12.3% เนื่องมาจากมาตรการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในกลุ่มแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรมส่งผลให้การใช้แอลพีจีภาคอุตสาด้ทยอยลดลงตั้งแต่ครึ่งแรกของปีนี้
นายสุเทพ กล่าวถึงภารวมการใช้พลังงานพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน 4.2% อยู่ที่ระดับ 1.96 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น2.5% น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 5.1% ถ่านหินนำเข้าใช้เพิ่มขึ้น 7.2% การใช้ไฟฟ้าพลังงานน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่ม 53.7% เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำมากขึ้นในช่วงที่แหล่งเยตากุนหยุดจ่ายก๊าซ เพราะมีการซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงเดือนธันวาคม 2554 ถึงมกราคม 2555 ส่วนลิกไนต์การใช้ลดลง 14.9% มูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 9.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท
สำหรับการนำเข้าสุทธิพลังงานเพิ่มขึ้น 2.8% อยู่ระดับ 1.10 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิเพิ่มขึ้น 12.1% มูลค่าการนำเข้าพลังงานรวมช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 7.77 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 28.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบมีสัดส่วนมากที่สุดคิดเป็น 78%ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมาเป็นการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วน 9%







