
"Yield Curve เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ"
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (27 31 ส.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 362,046 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 72,409 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 8% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่า กว่า 76% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 274,530 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 25,399 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 8,077 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (27 31 ส.ค. 2555) มีมูลค่าการซื้อขายรวม 362,046 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 72,409 ล้านบาท ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 8% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่า กว่า 76% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 274,530 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ในขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 25,399 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 8,077 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB176A (อายุ 4.85 ปี) LB155A (อายุ 2.78 ปี) และ LB15DA (อายุ 3.3 ปี) มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 5,303 ล้านบาท 4,781 ล้านบาท และ 3,693 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนพันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือรุ่น CB12918A (อายุ 14 วัน) CB12927C (อายุ 28 วัน) และ CB12N29B (อายุ 91 วัน) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 62,482 ล้านบาท 28,826 ล้านบาท และ 16,602 ล้านบาท ตามลำดับ
ทางด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL132A (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 861 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท เอ็มบีเค (MBK163A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 701 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) (TLT12DA (AAA)) มูลค่าการซื้อขาย 643 ล้านบาท
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลงอยู่ในช่วงประมาณ 3 ถึง +1 Basis Point (100 Basis point มีค่าเท่ากับ 1%) โดยภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ไทยในสัปดาห์นี้ (27–31 ส.ค.) มีมูลค่าของการซื้อขายที่ค่อนข้างเบาบาง และอัตราผลตอบแทนค่อนข้างนิ่งในทุกๆ ช่วงอายุของตราสารหนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนของเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในวันที่ 31 ส.ค. ว่าจะมีสัญญาณของการนำมาตรการใหม่ๆ เช่น มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่ 3 (Quantitative Easing : QE 3) ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ นอกจากนี้แล้วยังต้องติดตามการประชุมที่สำคัญในช่วงอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 5 ก.ย. ว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3% หรือไม่ หลังจากที่ตลาดเริ่มมองว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง.อาจจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยภาคการส่งออกที่เริ่มชะลอตัวตามทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 6 ก.ย. ว่า มาตรการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของ ECB (Bond Buying Program) จะเป็นอย่างไร หลังจากมีกระแสข่าวว่า ECB จะเข้าซื้อเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น หรือ Short Maturities เท่านั้น ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือบวกลบประมาณ 13 bps.
ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้ทุกประเภทรวมกัน (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) 3.21 หมื่นล้านบาท แต่หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) จะพบว่าเป็นการซื้อสุทธิเพียง 3,909 ล้านบาท ทางด้านนักลงทุนรายย่อย (Individual) ในสัปดาห์นี้มียอดซื้อสุทธิ 310 ล้านบาท







