
สิงคโปร์กับบ้านแห่งความหวังและหัวใจ
ลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวปราศรัยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค. 2555 ภายใต้หัวข้อที่ว่าบ้านแห่งความหวังและหัวใจ อันเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์ โดยกล่าวถึงเทคโนโลยีในช่วง 20 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราโดยสิ้นเชิงอย่างที่เราแทบจะเดาไม่ถูก คล้ายคลึงกับเมื่อในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นเรานึกไม่ถึงว่าโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง สำหรับทิศทางของสิงคโปร์ในอนาคต ลีเซียนลูงได้กำหนดไว้ใน 3 หัวข้อ
ลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ได้กล่าวปราศรัยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ส.ค. 2555 ภายใต้หัวข้อที่ว่าบ้านแห่งความหวังและหัวใจ อันเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์ โดยกล่าวถึงเทคโนโลยีในช่วง 20 ปีข้างหน้า จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเราโดยสิ้นเชิงอย่างที่เราแทบจะเดาไม่ถูก คล้ายคลึงกับเมื่อในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นเรานึกไม่ถึงว่าโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงเว็บไซต์ยูทูบและเฟซบุ๊ก จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราโดยสิ้นเชิง สำหรับทิศทางของสิงคโปร์ในอนาคต ลีเซียนลูงได้กำหนดไว้ใน 3 หัวข้อ
ประการแรก คือ ความหวังที่เจิดจรัสยิ่งขึ้น (Brighter Hopes) จะต้องสร้างความหวังว่าสิงคโปร์จะดียิ่งขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลจะลงทุนมากถึง 1.5 ล้านล้านบาท ขยายเครือข่ายระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงปรับปรุงการศึกษาในขั้นอนุบาลให้มีคุณภาพให้สูงขึ้นและอุดหนุนเพื่อให้ค่าเล่าเรียนต่ำลง
ขณะเดียวกันจะปรับปรุงสถาบันอุดมศึกษาทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณควบคู่กัน หากเน้นเชิงปริมาณแล้ว ผู้สำเร็จการศึกษาจะตกงาน โดยก่อตั้งขึ้นใหม่ 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัย SIM (UniSIM) จัดการเรียนการสอนในสาขาต่างๆ เช่น สาขาอากาศยาน กำหนดนักศึกษาต้องไปศึกษาเชิงปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิศวกรรมอากาศยานในโรงงานอุตสาหกรรมควบคู่กับภาคทฤษฎี
อีกแห่งหนึ่ง คือ สถาบันเทคโนโลยีแห่งสิงคโปร์ ซึ่งจัดหลักสูตรการเรียนการสอนโดยร่วมมือเป็นพันธมิตรกับสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ เช่น เป็นพันธมิตรกับ DigiPen ซึ่งเป็นสถาบันระดับแนวหน้าของสหรัฐ ในหลักสูตรสื่อดิจิตอลในลักษณะปฏิสัมพันธ์ (Interactive Digital Media) เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งมิวนิกของเยอรมนี ในหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
ขณะเดียวกันในอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทดแทนแรงงานคนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเขายกตัวอย่างว่า โทรศัพท์มือถือที่ติดตั้งโปรแกรม Siri ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะฉลาดพอๆ กับเลขานุการที่เป็นคน ดังนั้นเลขานุการจะต้องฝึกอบรมใหม่ในอนาคตเพื่อพัฒนาตนเองให้สามารถปรับเปลี่ยนมาทำงานเป็นผู้จัดการสำนักงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่โทรศัพท์ยังทำงานทดแทนไม่ได้
ประการที่สอง หัวใจที่พองโตขึ้น (Bigger Heart) เขากล่าวว่า สิงคโปร์ในอนาคตจะต้องดูแลเอาใจใส่แก่ผู้ยากไร้ คนพิการ คนสูงอายุ มีความเมตตากรุณาแก่บุคคลรอบข้าง รวมถึงสร้างความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานหรืออยู่อาศัยในสิงคโปร์ โดยแม้สิงคโปร์จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่ไม่สามารถที่จะทำตัวเป็นคนที่หัวใจคับแคบได้
ลีเซียนลูง ยังกล่าวว่า เขาไม่เหมือนกับนักการเมืองประเทศอื่นๆ เขาชอบพูดความจริง จากการที่รัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มงบประมาณสวัสดิการสังคมอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วรัฐบาลจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีอากรเพื่อนำมาปิดหีบงบประมาณ
ประการที่สาม เหย้าเรือนที่ดีเยี่ยมของพวกเรา (Our Best Home) ต้องสร้างความรู้สึกถึงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสิงคโปร์ เป็นประเทศที่เราจงรักภักดี เป็นประเทศที่เราภาคภูมิใจในผลสำเร็จร่วมกัน เป็นสถานที่ซึ่งเราอยากจะแต่งงานและมีบุตรหลาน เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่แก่ประเทศ
แต่ปัจจุบันสิงคโปร์มีเด็กเกิดน้อยมาก แม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น อนุญาตให้ลาคลอด 16 สัปดาห์ หรือเกือบ 4 เดือน โดยรัฐบาลจ่ายเงินเดือนชดเชยให้แก่นายจ้าง อุดหนุนค่าดูแลบุตร แต่สตรียังไม่ต้องการแต่งงานและมีบุตร เนื่องจากหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางอาชีพ ดังนั้นสิงคโปร์ต้องการสิ่งที่เรียกว่าความสมดุลระหว่างการทำงานและชีวิต (WorkLife Balance) ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากคนยังมีบรรทัดฐานที่ว่าจะต้องทำงานหนักเพื่อสร้างความดีความชอบอันจะทำให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
รัฐบาลสิงคโปร์ได้ทำการศึกษาหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้างต้น คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ เพื่อปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมข้างต้น เป็นต้นว่า ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่เพื่อให้เอื้อต่อ WorkLife Balance โดยแนวคิดหนึ่งที่มีผู้เสนอแนะ คือ กำหนดว่าแต่ละสัปดาห์จะต้องมี 1 วัน ที่จะต้องปิดสถานที่ทำงานในเวลา 6 โมงเย็น หากพบเห็นใครก็ตามยังอยู่ในที่ทำงาน จะถือว่าคะแนนติดลบในการพิจารณาให้ความดีความชอบ
สุดท้ายนี้ สิงคโปร์นับเป็นกรณีศึกษาสำคัญของไทย เนื่องจากทั้งสองประเทศกำลังชิงแชมป์ในตำแหน่งสังคมผู้สูงอายุแห่ง AEC โดยสถิติจากเว็บไซต์องค์การสืบราชการลับ CIA ของสหรัฐ พบว่าไทยและสิงคโปร์มีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนเท่ากัน คือ 9.2% แม้อัตราเจริญพันธุ์ของสิงคโปร์จะต่ำกว่า แต่ไทยกลับครองแชมป์มีอายุกึ่งกลาง ((Median) ของประชากรสูงกว่า คือ 34.7 ปี เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ 33.5 ปี อินโดนีเซีย 28.5 ปี เวียดนาม 28.2 ปี มาเลเซีย 27.1 ปี กัมพูชา 23.3 ปี และฟิลิปปินส์ 23.1 ปี แต่สิงคโปร์มีมาตรการแก้ไขปัญหาแล้ว แต่ไทยกลับยังไม่มีมาตรการเป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด







