posttoday
ส่งออกหน้ามืดเศรษฐกิจชะงัก

ส่งออกหน้ามืดเศรษฐกิจชะงัก

02 กันยายน 2555

ตัวเลขการส่งออกยังเป็นประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกมาประกาศตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. 2555 มีมูลค่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวติดลบ 4.46%

ตัวเลขการส่งออกยังเป็นประเด็นร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกระทรวงพาณิชย์ออกมาประกาศตัวเลขการส่งออกเดือน ก.ค. 2555 มีมูลค่า 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวติดลบ 4.46%

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับทันควันการส่งออกปีนี้อาจจะต่ำกว่า 7% ตามที่ ธปท. ประมาณการไว้ล่าสุด หากการส่งออกที่เหลือของปีมีมูลค่าไม่ถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน หากทำไม่ได้การส่งออกอาจจะทรุด ขยายตัวได้ 4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังเชื่อว่าการขยายตัวเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ 5.56% ต่อปีตามที่ประมาณการไว้ เพราะแรงขับเคลื่อนภายในประเทศจากการบริโภคและการลงทุนขยายตัวได้ดี

การประเมินของ ธปท.สอดคล้องกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ที่ออกมาแถลงภาวะเศรษฐกิจเดือน ก.ค. 2555 ได้รับผลกระทบรุนแรงจากปัญหาวิกฤตยุโรป กระทบกับการส่งออกของไทยชัดเจนมากขึ้น

โดยคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ 56% เท่านั้น จากที่ประมาณการไว้เดิม 12.8% โดยมูลค่าการซื้อขายที่เหลือของปีในแต่ละเดือนต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สศค.ยังคาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 5.7% ต่อปีตามที่ประมาณการไว้เดิม เนื่องจากการขยายตัวการบริโภคและการลงทุนยังขยายตัวได้ดี

สศค. ระบุว่า การส่งออกเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัวติดลบถึง 4.5% พบว่าการส่งออกไปสหภาพยุโรปขยายตัวติดลบถึง 21.4% มากขึ้นกว่าเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 17.6% นอกจากนี้การส่งออกของไทยในประเทศคู่ค้าหลักสำคัญทั้งจีนและญี่ปุ่น ก็ยังขยายตัวติดลบ

นอกจากนี้ สศค.ยังจับตาปัญหายุโรปใกล้ชิด เพราะเริ่มบั่นทอนการส่งออกของไทยมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ยังต้องติดตามเศรษฐกิจประเทศจีน ที่การส่งออกของจีนเองก็เริ่มมีปัญหา จากที่เคยขยายตัวได้ไม่เคยต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก แต่ในเดือน ก.ค. 2555 การส่งออกของจีนขยายตัวได้เพียงแค่ 1% ถือเป็นประวัติการณ์ของประเทศจีนที่ไม่เคยมีมาก่อน

ส่งออกหน้ามืดเศรษฐกิจชะงัก

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการไล่รีดภาษีดาราของกรมสรรพากร เป็นประเด็นร้อนไม่แพ้ตัวเลขการส่งออก

สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวว่าดาราบางรายเสียภาษีคลาดเคลื่อนนั้น ตามขั้นตอนของกรมสรรพากรจะมีการพิจารณาภาษี 2 ช่วง โดยช่วงแรกคือ การเสียภาษีของดารานักแสดงต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ของเงินได้ที่ได้รับ และเมื่อหักแล้วก็ต้องนำส่งให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป และอีกช่วงคือเมื่อสิ้นปี ดารานักแสดงก็ต้องนำเงินได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณภาษีปลายปี โดยให้หักภาษีที่จ่ายไว้แล้ว ในการคิดภาษีปลายปีได้

สำหรับกรณีที่มีการหลีกเลี่ยงภาษีโดยการใช้บุคคลอื่นเป็นผู้รับเงินแทนและทำให้การหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงนั้น ผู้จ่ายและผู้รับเงินได้มีความรับผิดร่วม ซึ่งหากดาราดังกล่าวได้รับเงินได้ในเดือน ส.ค. บริษัทผู้จ่ายเงินได้ก็ต้องนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายภายในวันที่ 7 ก.ย. กรมสรรพากรจะได้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายในทันที

ทั้งนี้ กรมสรรพากรจะมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังของดาราที่มีข่าวด้วยว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างถูกต้องหรือไม่ และหากสิ้นปียังมีการยื่นแบบเสียภาษีประจำปีไม่ถูกต้องอีก ทั้งผู้จ่ายและผู้รับเงินต่างก็มีความผิด และกรมสรรพากรก็จะดำเนินการตามกฎหมายอีกครั้งหนึ่งต่อไป การนำบุคคลอื่นมารับเงินแทนเพื่อให้การเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน ผู้รับเงินที่แท้จริงต้องรับผิดชอบต่อกรมสรรพากร และหากผู้จ่ายเงินร่วมมือกับผู้รับเงินก็มีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน

อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมสรรพากรพบว่ามีปัญหาดารานิยมตั้งคณะบุคคล เพื่อลดรายได้ เพิ่มรายจ่าย เพื่อใช้เป็นช่องทางในการจ่ายภาษีให้ลดลง ซึ่งกรมสรรพากรได้เร่งทำความเข้าใจกับบรรดาดารานักแสดงว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง หากตรวจพบก็จะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ส่งผลให้ดารานักแสดงรุ่นเก่าส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว แต่ยอมรับว่าอาจยังมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ในกลุ่มนักแสดงหน้าใหม่

ขณะที่ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ก็สั่งกรมสรรพากร จัดสัมมนาดาราให้เสียภาษีให้ถูกต้องในสัปดาห์หน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเสียภาษีไม่ถูกต้องเหมือนที่ผ่านมาอีก เพราะอาจจะเข้าข่ายมีความผิดทางอาญาได้

โครงการรับจำนำข้าวก็ยังเป็นนโยบายร้อนของรัฐบาล เพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก มีปัญหาระบายข้าวเพราะรับจำนำสูงกว่าราคาตลาดทำให้รัฐขาดทุน

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา บุญไทย แก้วขันตี รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า โครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ในฤดูกาลหน้า ประมาณการจะใช้วงเงิน 4.05 แสนล้านบาท จากจำนวนผลผลิตที่คาดว่าจะเข้าโครงการ 25 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 จำนวน 15 ล้านตัน และข้าวเปลือกนาปรัง 2556 จำนวน 10 ล้านตัน คาดว่าจะเริ่มเปิดรับจำนำได้ตั้งแต่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีการจำนำพืชผลการเกษตรอื่นๆ อีก ตามนโยบายรัฐบาล เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ส่งผลให้ในปีงบประมาณหน้า ต้องใช้วงเงินเพื่อดำเนินโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรทั้งสิ้น ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท

สำหรับการรับจำนำข้าวนาปรังรอบพิเศษนั้น คณะกรรมการ ธ.ก.ส.เห็นชอบให้ขยายโครงการรับจำนำข้าวนาปรัง 2555 เพิ่มอีกกว่า 2 ล้านตัน ใช้วงเงินเพิ่มอีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่การขยายปริมาณรับจำนำรอบพิเศษ ยังอยู่ภายใต้กรอบวงเงินที่ตั้งไว้ที่ 2.69 แสนล้านบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท