
รีดเบนซินอุ้มดีเซลโซฮอล์ลด50สต.
กบง.มีมติชี้ฐานะกองทุนฯเริ่มดีสนพ.ขึ้นแอลพีจีภาคอุตฯเต็มเพดานลิตรละ30.13บาท
กบง.มีมติชี้ฐานะกองทุนฯเริ่มดีสนพ.ขึ้นแอลพีจีภาคอุตฯเต็มเพดานลิตรละ30.13บาท
กบง.รีดเบนซิน 95-91 โปะกองทุนน้ำมันฯ เพิ่มอีก 50 สต. ส่งสัญญาณผู้ค้าลดแก๊สโซฮอล์ลง 50 สต./ลิตร
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมมีมติเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของเบนซิน 95 และเบนซิน 91 จำนวน 50 สต./ลิตร เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันของกลุ่มเบนซินอยู่ในระดับที่สูงเฉลี่ย 2 บาท/ลิตร โดยอัตราการจัดเก็บเบนซิน 95 จะอยู่ที่ 6.50 บาท/ลิตร จากเดิม 6 บาท/ ลิตร และน้ำมันเบนซิน 91 อยู่ที่ 5.20 บาท/ลิตร จาก 4.70 บาท/ลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บเงิน จึงขอร้องให้ผู้ค้าน้ำมันลดราคาขายปลีกลง เพื่อให้ค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสม และช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ส่วนน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม เนื่องจากได้รับความมือจากผู้ค้าน้ำมันเป็นอย่างดีในการดูแลราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น
สำหรับสถานะกองทุนน้ำมันฯ จะหลังมีการปรับเปลี่ยนอัตราการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ทำให้มีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นวันละ 4 ล้านบาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯติดลบลดลงจากเดิม 79 ล้านบาท/วัน เหลือ 75 ล้านบาท/วัน ในขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันติดลบ 1.53 หมื่นล้านบาท โดยที่ผ่านมาได้ใช้เงินกู้เสริมสภาพคล่องไป 3,627 ล้านบาท และมีแผนที่จะเพิ่มการกู้เงินเพื่อนำมาดูแลราคาน้ำมันอีก
นายณอคุณ กล่าวว่า สถานะกองทุนน้ำมันในตอนนี้ถือว่าอยู่ในระดับทรงตัวแม้จะมีฐานะติดลบอยู่ก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าไม่ว่าประเทศไหนก็มีนโยบายเข้าไปช่วยดูแลราคาน้ำมันในประเทศเป็นส่วนใหญ่ อย่างกรณีของรัฐบาลฝรั่งเศลใช้เงินในการตรึงราคาน้ำมันถึงเดือนละ 300 ล้านยูโร หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า บางจาก จะลดราคาขายปลีกกลุ่มแก๊สโซฮอล์ลง 50 สต./ลิตร ตามที่กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือ ส่วนเบนซินและดีเซลไม่เปลี่ยนแปลง
นายสุชาลี สุมามาลย์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ.ได้ประกาศปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมในเดือน ก.ย.นี้ จากเดิม 29.56 บาท/กก. เป็น 30.13 บาท/กก. เต็มเพดานที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนด เนื่องจาก ราคาแอลพีจีในตลาดโลกในเดือน ก.ย. ปรับตัวสูงขึ้นจาก 775 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็น 954 เหรียญสหรัฐ/ ตัน ซึ่งมีผลทำให้แอลพีจีมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็น 34 บาท/กก.
ทั้งนี้ การปรับขึ้นราคาดังกล่าวเป็นไปตามมติ กพช.ที่กำหนดให้ สนพ. ประกาศปรับราคาแอลพีจีให้ สะท้อนราคาต้นทุนแอลพีจีที่ผลิต จากโรงกลั่นได้ประจำทุกเดือน แต่ต้องไม่เกิน 30.13 บาท/กก. แม้ว่าราคาต้นทุนจริงจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก 4.44 บาท/กก.ก็ตาม
การปรับขึ้นราคาแอลพีจีตลาดโลกในครั้งนี้ ปรับตามราคาน้ำมันดิบและเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้แอลพีจี สูง ซึ่งหากราคาแอลพีจีตลาดโลกมีการปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง จนจำเป็นต้องปรับราคาแอลพีจี สูงกว่า 30.13 บาท/ก.ก.จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีรมว.พลังงานเป็นประธาน เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
นายสุชาลี กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี ภาคอุตสาหกรรม เมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีมติต่างๆออกมา เพื่อให้การปรับโครงสร้างราคาแอลพีจี เป็นไปอย่างมีระบบ และสอดรับกับกลไกของตลาด โดยแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมได้ทยอยปรับขึ้นราคามาตั้งแต่เดือนก.ค. 2554
ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การที่รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามกลไกของตลาดอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะควบคุมต้นทุนการผลิตได้แน่นอน ในขณะที่แอลพีจี ภาคอุตสาหกรรม อิงราคาแอลพีจีที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีราคาที่ไม่แน่นอน อาจทำให้ศักยภาพในการแข่งขันลดลง







