
ยางพารา ยิ่งอุ่มยิ่งเจ็บ (ตัว)
อดีตยางพาราเคยเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเงิน ให้เฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
อดีตยางพาราเคยเป็นพืชเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเงิน ให้เฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้น แต่ปัจจุบันยางพารากลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดดเด่นไม่แพ้ “ข้าว” เพราะลงทุนปลูกยางพาราต้นเดียวขายได้ทั้งน้ำยาง เศษยาง และเนื้อไม้ ทำให้ยางพารากลายเป็นอุตสาหกรรมเกษตรที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ละปีสร้างรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท จึงไม่แปลกที่เกษตรกรทั้งในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะรื้อพื้นที่ทำนามาปลูกยางพาราแทน
โดยเฉพาะเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา นับได้ว่าเป็นปีทองของยางพาราไทย เพราะราคาถีบขึ้นไปสูงถึง 189.7 บาท/กก. ส่งผลให้ล่าสุดมี 47 จังหวัดที่ปลูกยางพารากันเป็นล่ำเป็นสัน มีพื้นที่ปลูกยางพารามากถึง 17 ล้านไร่ มีเกษตรกรหลายล้านครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ตั้งแต่นายทุน ผู้ปลูก ผู้รับจ้างกรีดยาง ผู้รับซื้อ โรงงานแปรรูป และผู้ส่งออก
แต่ยางพาราก็เป็นพืชผลการเกษตร ระดับราคาเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาลหรือตามภาวะเศรษฐกิจโลก ทำให้บางช่วงราคายางพาราพุ่งขึ้นสูง บางช่วงก็ร่วงลงเหลือแค่ 50 บาท/กก. ทุกครั้งที่ราคาร่วงลงชาวสวนยางพาราจะออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลเข้าพยุงราคาช่วยเหลือ ทำให้ยางพารากลายเป็นพืชการเมืองอีกตัวไปในที่สุด
หลายเดือนที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายุโรปแย่ ฉุดเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน จึงทำให้ราคายางพาราภายในประเทศตกต่ำและยังมีแนวโน้มอยู่ในช่วงขาลง ทำให้รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ในโครงการรับซื้อยางพาราตั้งแต่กลางเดือน มิ.ย. 2555 เพื่อเข้าพยุงราคา รับซื้อยางแผ่นดิบรมควันที่ กก. ละ 100 บาท ล่าสุดก็ยังพยุงราคายางพาราให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ได้ จึงต้องไฟเขียวงบประมาณไปอุดหนุนเพิ่มอีก 1.5 หมื่นล้านบาท แต่กระนั้นราคายางพาราในประเทศก็ยังอยู่ที่ระดับ 80 บาท/กก.
จะเห็นได้ว่าวิธีทุ่มเงินแทรกแซงราคายางพาราไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และสุ่มเสี่ยงที่รัฐบาลต้องคอยตอบคำถาม ชี้แจงให้ได้ว่า มาตรการแทรกแซงราคายางพาราทำแล้วคุ้มค่าถูกทางแล้วหรือไม่ รวมถึงความโปร่งใส ซึ่งทุกคำถามมีผลต่อภาพลักษณ์การทำงานของรัฐบาลที่ถูกมองว่าทุ่มเทเงินมหาศาลกับนโยบายประชานิยม โดยผลที่ได้ไม่ได้ช่วยพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง ตรงกันข้ามกลับทำให้กลไกราคาบิดเบือน สร้างหนี้ก้อนโตที่ล้วนแต่สั่นคลอนเศรษฐกิจของประเทศแทบทั้งสิ้น
สอดคล้องกับความเห็นของ อัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาล พร้อมทั้งเตือนรัฐบาลว่ารัฐบาลไม่ควรฝืนเสี่ยงเอาเงินมหาศาลไปพยุงราคายางพาราไว้ เพราะอุ้มเท่าไหร่ก็ไม่พอ สู้หันไปทุ่มเงินพัฒนาแก้ปัญหาระยะยาว ลดพื้นที่เพาะปลูกยางพารา หันไปสนับสนุนปลูกพืชทดแทนอื่นๆ หรือหันมาใส่ใจการแปรรูปยางพาราให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้น หาวิธีเพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา รวมทั้งหาตลาดส่งออกใหม่ทดแทนตลาดยุโรปและสหรัฐที่ชะลอตัวลง แม้ต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่ดูมั่นคง เป็นไปได้ที่จะช่วยให้ชาวสวนยางพาราลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันภาคเอกชนอย่าง บุญหาญ อู่อุดมยิ่ง ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยางพารา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ หลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์สมาคมยางพาราแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา ก็มีความเห็นพ้องกันว่า แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มวงเงินรับซื้อยางพาราเพื่อหวังดึงราคายางพาราขึ้นอีกก็แทบไม่มีผล เพราะจะช่วยแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้แค่ระยะ 23 เดือนเท่านั้น เนื่องจากปัญหาครั้งนี้อยู่ที่เศรษฐกิจโลก และต้องยอมรับว่าราคายางพาราในช่วง 35 ปีจากนี้ คงยากที่จะปรับตัวสูงขึ้นไปเหมือนในอดีตอีกแล้ว
จากการศึกษาของศูนย์การศึกษาการค้าระหว่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องอนาคตยางพาราและทิศทางยางพารา พบว่า ราคายางพาราแผ่นดิบรมควันชั้น 3 ของไทยในช่วง 5 ปีจากนี้ (2555-2560) คงยากที่จะเห็นกลับมาอยู่ที่ระดับ 120 บาท/กก. โดยมองว่าโอกาสที่ราคายางพาราไทยจะวิ่งอยู่ที่ระดับ 94.8107.1 บาท/กก. มีมากถึง 50% และโอกาสที่ราคายางพาราจะอยู่ที่ 121.2 บาท/กก. มีเพียงแค่ 10% เท่านั้น เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อราคายางพารา ส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจยุโรปที่จะลากยาวไปอีกอย่างน้อย 23 ปี
พร้อมกันนี้ยังแนะนำว่า หากรัฐบาลรีบกลับลำแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่ต้นเหตุ ด้วยการเจรจากับผู้ผลิตยางพารารายใหญ่อีก 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย จับมือกันลดปริมาณการผลิตได้สำเร็จ เพื่อทำให้ยางพาราน้อยลง ขณะที่ความต้องการเท่าเดิม ราคายางพาราจะเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราในไทยได้ ดูจะเป็นทางออกที่ดีกว่าการใช้งบประมาณจำนวนมากไปละลายน้ำเล่น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้นโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรของรัฐบาลจะมีเจตนาดี เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าว หอมแดง หรือสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ก็ไม่ได้ทำให้เกษตรกรไทยลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง มีแต่กระเป๋าเงินของรัฐบาลจะฉีกขาดมากขึ้น
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ทุกครั้งที่รัฐบาลประกาศแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร ของแถมที่ตามมาคือการทุจริตคอร์รัปชันในหลากหลายรูปแบบ ยิ่งซ้ำเติมความบอบช้ำของเกษตรกรมากขึ้น และทำให้รัฐบาลสูญเสียเงินให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ผลที่ได้กลับไม่ถึงมือเกษตรกรจริงๆ
งานนี้ไม่รู้ใครผิดใครถูก แต่ที่แน่ๆ ระบบการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรไม่ใช่ของจริงที่จะแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ยั่งยืน และถ้ารัฐคุมการทุจริตไม่ได้ ปัญหาย่อมเกิดขึ้นตามมาแน่นอน เหมือนกับโครงการรับจำนำข้าวที่กลายเป็นตัวขัดขวางการส่งออกข้าวของไทยเอง จนทำให้ขณะนี้การส่งออกข้าวของไทยลดลง 50% และเสียแชมป์เบอร์ 1 ในการส่งออกข้าวไปแล้วนั่นเอง
เสียงสะท้อนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดกันมานานแล้ว จากนี้ก็อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะกล้าเดินหน้าช่วยพี่น้องเกษตรกรไทย บนพื้นฐานความเป็นจริงและจริงใจมากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองเมื่อไหร่ เพราะหากไม่พูดความจริงแล้วปล่อยให้เกษตรกรไทยหลงเชื่อแบบผิดๆ จนเสพติดกับประชานิยม ก็คงต้องอยู่ในสภาพเตี้ยอุ้มค่อมกันแบบนี้ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด







