posttoday
ลงทุนหุ้นต่างประเทศ...มือเก๋าแบกกระเป๋าไปเอง (1)

ลงทุนหุ้นต่างประเทศ...มือเก๋าแบกกระเป๋าไปเอง (1)

01 กันยายน 2555

พร้อมหรือยังที่จะเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องเตือนกันไว้ก่อนว่า ถ้า “ไม่เก๋าจริง” อาจจะต้องหลบไปก่อน เพราะงานนี้ไม่หมู และถ้าผลีผลามออกไปเผชิญโลกกว้างทั้งๆ ที่ไม่มีความพร้อม อาจจะกลายเป็น “หมู” ในตลาดโลกก็ได้

พร้อมหรือยังที่จะเก็บเงินใส่กระเป๋าแล้วออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องเตือนกันไว้ก่อนว่า ถ้า “ไม่เก๋าจริง” อาจจะต้องหลบไปก่อน เพราะงานนี้ไม่หมู และถ้าผลีผลามออกไปเผชิญโลกกว้างทั้งๆ ที่ไม่มีความพร้อม อาจจะกลายเป็น “หมู” ในตลาดโลกก็ได้

แต่ถ้าคิดว่า มือเก๋า และ กระเป๋าตุง ก็มาเริ่มกันเลย แล้วจะรู้ว่า โลกนี้ยังมีโอกาสลงทุนอีกมาก

ลงทุนอะไรได้บ้าง

ไม่ได้มีแค่หุ้นเท่านั้น ที่นักลงทุนไทยสามารถออกไปเก็บเกี่ยวทำกำไร เพราะนักลงทุนยังสามารถลงทุนพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ BBB ขึ้นไป รวมทั้งกองทุนรวม ETF และกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนหุ้นหรือตราสารหนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาต

นอกจากนี้ ในอนาคตนักลงทุนยังอาจจะสามารถลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ได้มากขึ้นอีก แต่ในตอนนี้แค่ลงทุนในหุ้น อีทีเอฟ หรือตราสารหนี้ต่างประเทศก็เท่ห์แล้ว

ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) บอกว่า ถ้าเป็นนักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์จากการลงทุนในประเทศอยู่แล้ว การลงทุนต่างประเทศก็อาจจะไม่ยากเกินไป เพราะ “หุ้นก็คือหุ้น”

“แต่วัตถุประสงค์การลงทุนต่างประเทศ คือ ความคาดหวังผลตอบแทนที่ดีขึ้นและการกระจายความเสี่ยง” ภัทธีรา กล่าว พร้อมกับบอกว่า...

นักลงทุนอาจจะมองว่า ลงทุนในประเทศไทยก็ได้ผลตอบแทนดีอยู่แล้ว เช่น ปีนี้ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก แบบนี้ไม่จำเป็นต้องออกไปลงทุนต่างประเทศก็ได้ แต่ผลตอบแทนของหุ้นไทยคงจะไม่ได้สูงแบบนี้ตลอดไป นอกจากนี้การลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียวอาจจะถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการกระจายประเทศออกไปจะช่วยลดความเสี่ยงได้

แล้วจะไปไหนดี

หลังจากพยายามรวบรวมจากบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ ที่มีบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ หลายๆ บริษัท แทบไม่น่าเชื่อว่า นักลงทุนไทยสามารถเลือก “เป้าหมาย” ในการเดินทางได้ถึง 29 ประเทศ แต่จะมีประเทศไหนกันบ้างต้องหันไปมองแผนที่โลก จะเห็นชัดเลยว่า คนไทยไปได้แทบจะทุกมุมบนโลกใบนี้ ตั้งแต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในเอเชียด้วยกัน หรือจะออกไปไกลถึงทวีปอเมริกาและยุโรปก็ได้

อย่างไรก็ตาม โบรกเกอร์บางแห่งอาจจะเชี่ยวชาญในบางประเทศหรือบางภูมิภาคเป็นพิเศษ

ภัทธีรา แนะนำว่า ไม่ว่าจะเลือกลงทุนประเทศไหนก็ควรจะเป็นประเทศที่เราคุ้นเคย และไม่ควรจะลงทุนหลายๆ ประเทศพร้อมๆ กัน เพราะจะทำให้ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ยากขึ้น เช่นเดียวกับจำนวนหุ้นที่จะลงทุนก็ไม่ควรจะลงทุนพร้อมกันหลายๆ บริษัท เพราะทำให้ต้องติดตามข้อมูลมากเกินไป

“ไม่ว่าจะมีวิธีการเลือกลงทุนด้วยวิธีการไหน ไม่ว่าจะเป็น TopDown ที่ดูจากเศรษฐกิจประเทศแล้วค่อยเลือกหุ้น หรือ BottomUp ที่เลือกหุ้นที่ชอบแล้วค่อยหาข้อมูลอื่นเพิ่ม นักลงทุนก็ควรจะเลือกประเทศที่คุ้ยเคย หุ้นบริษัทที่รู้จักหรือต้องรู้สึกว่า สัมผัสได้ เช่น อาจจะใช้ไอโฟน ใช้บริการ Yahoo หรือ Google ถึงจะมั่นใจและสามารถหาข้อมูลเพิ่มในการลงทุนได้” ภัทธีรา กล่าว

และที่สำคัญที่สุด คือ “ต้องเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย” เพราะแม้ว่าโบรกเกอร์จะพยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับนักลงทุนให้ได้มากที่สุด แต่เป็นเพราะในโลกนี้มีหุ้นอยู่มากมาย เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องรู้จัก “ทำการบ้าน” ด้วยตัวเอง

ก่อนจะไปต้องมี ‘วีซ่า’

ถึงจะมีบัญชีซื้อขายหุ้นไทยอยู่แล้ว แต่จะออกไปลงทุนต่างประเทศ ก็ต้องเปิดบัญชีเพิ่มอีกบัญชีหนึ่ง เหมือนกับต้องขอ “วีซ่า” แต่เป็นวีซ่าสำหรับออกไปลงทุนต่างประเทศ โดยจะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ก.ล.ต. ซึ่งจะต้องขอกันเป็นรายบุคคล

นอกจากนี้ โบรกเกอร์บางแห่งกำหนดให้เปิด 1 บัญชี สำหรับการซื้อขาย 1 สกุลเงิน

และเมื่อมีขั้นตอนการขออนุญาตแบบนี้ ทำให้ระยะเวลาที่ใช้ในการเปิดบัญชีจะนานกว่าการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นในประเทศไทย โดยอาจจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ หรือบางรายอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 1 เดือน แต่ถ้ารักจะลงทุนต่างประเทศแล้วต้องอดใจรอกันหน่อย

นอกจากนี้ การออกไปลงทุนจะต้องขอวงเงิน โดยวงเงินจัดสรรแต่ละครั้งไม่เกิน 5 แสนเหรียญสหรัฐ และวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ

ขณะที่วงเงินและประเภทบัญชี โบรกเกอร์แต่ละแห่งอาจจะมีข้อกำหนดแตกต่างกันออกไปบ้าง โดยวงเงินขั้นต่ำที่สามารถเปิดบัญชีได้จะอยู่ราวๆ 25 แสนบาท และโบรกเกอร์ยังอาจจะกำหนดให้เปิดบัญชี Cash Balance ซึ่งต้องนำเงินสดไปฝากไว้กับโบรกเกอร์และซื้อหุ้นได้ตามวงเงินที่ฝากไว้เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้า “หน้าตัก” ไม่หนาพอ ก็อาจจะต้องหลบไปก่อน

ไม่ใช่จำนวนเงินในการลงทุนเท่านั้นที่มากกว่าการลงทุนในประเทศ แต่ “ค่าธรรมเนียม” ในการซื้อขายก็มากกว่า โดยจะต้องมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำสำหรับการซื้อขายแต่ละครั้ง ซึ่งโบรกเกอร์แต่ละรายก็อาจจะกำหนดไว้ต่างกัน

เพราะฉะนั้นจึงทำให้การเลือกโบรกเกอร์ที่จะไปเปิดบัญชีซื้อขายเป็นเรื่องสำคัญ

ภัทธีรา บอกว่า ก่อนจะตัดสินใจไปเปิดบัญชีควรจะศึกษาให้แน่ใจเสียก่อน และไม่ต้องรีบเพราะ “ตลาดไม่หนีไปไหน” เพราะฉะนั้นสัปดาห์หน้าเราจะมาศึกษากันต่อว่า มีโบรกเกอร์ไหน ทำอะไรได้บ้าง มีข้อกำหนด และเงื่อนไขอะไรอีกบ้าง

นักลงทุนรุ่นใหม่...ไปลองมาแล้ว

เรียกว่าแทบจะพลิกแผ่นดินกว่าจะตามหานักลงทุนที่ใจเด็ดบินเดี่ยวออกไปลงทุนต่างประเทศมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ “รุ่นน้อง” ได้ฟัง

ไม่ใช่ว่า ไม่เคยมีนักลงทุนไทยออกไปสัมผัสการลงทุนในต่างแดน เพราะตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แสดงให้เห็นว่า เมื่อเดือน พ.ค. 2555 มีนักลงทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนตรง (ผ่านบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์) วงเงินรวมกัน 77 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 2,300 ล้านบาท

คงเป็นเพราะวงโคจรที่ไม่ตรงกัน แต่โชคดีที่มีโอกาสพบกับ กฤติศักดิเดชน์ สิริภรณ์ภักดี ผู้ก่อตั้งและผู้จัดการ SinthornVista.com นักลงทุนรุ่นใหม่ที่มักจะแบ่งปันความรู้ให้กับชุมชนคนออนไลน์อยู่เป็นประจำ และยังเป็นนักลงทุนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศมาแล้ว แถมยัง “ประสบความสำเร็จ” อีกด้วย

เพราะตอนนี้เขาตุนกำไรจากการลงทุนไว้ในกระเป๋าแล้วไม่ต่ำกว่า 1,296,000 บาท จากการลงทุนหุ้น บริษัท แอปเปิล อิงค์ (AAPL) เพียงแค่ 100 หุ้นเท่านั้น

กฤติศักดิเดชน์ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศว่า “ตอนที่ แอปเปิล เปิดตัว ไอโฟน 4 เห็นแล้วว่า มันสวยและฟังก์ชันดีมาก น่าจะเป็นการเปลี่ยนนวัตกรรมโทรศัพท์มือถือของโลก และคิดว่า มันต้องขายดีมากๆ ทำให้อยากซื้อทั้งไอโฟนและอยากจะซื้อหุ้น เพราะมันสุดยอดมาก”

เขายังเล่าอีกว่า ในเวลานั้นเขายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งไม่มีข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับบริษัท แอปเปิล อิงค์ ทำให้เขาหันมาสนใจและศึกษาการลงทุนหุ้นต่างประเทศอย่างจริงจัง

“ตอนนั้นจำได้ว่า ประมาณเดือน มิ.ย. 2553 ก็เริ่มศึกษามาเรื่อยๆ ดูเว็บไซต์ต่างประเทศ หาข้อมูลการซื้อขายว่า ต้องซื้อขายอย่างไร มีวิธีการอย่างไร แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่บังเอิญไปเจอเพื่อนเก่าที่เป็นเจ้าหน้าที่การตลาดที่โบรกเกอร์แห่งหนึ่งซึ่งมีบริการลงทุนหุ้นต่างประเทศ พอกลับมาบ้านก็เตรียมเอกสาร วันรุ่งขึ้นไปเปิดบัญชีเลย แต่ก็ใช้เวลาประมาณ 23 สัปดาห์ถึงจะเปิดได้”

กฤติศักดิเดชน์ บอกว่า แม้จะต้องรอเวลาในการเปิดบัญชีนานกว่าการเปิดบัญชีลงทุนหุ้นในประเทศ แต่สำหรับเขาถือว่า เปิดบัญชีได้ในจังหวะพอเหมาะพอดี เพราะช่วงนั้นเป็นเดือน ก.ย. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้น AAPL ปรับลดลง หลังจากมีข่าวว่า สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท แอปเปิล อิงค์ กำลังป่วย

เขาก็เลยได้ซื้อหุ้นแอปเปิลที่ราคา 250 เหรียญสหรัฐ จำนวน 100 หุ้น ค่าเงินบาทอยู่ที่ 30 บาท/เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงิน 7.5 แสนบาท

“หลังจากซื้อได้แล้วก็ปล่อยไว้อย่างนั้นไม่ทำอะไรเลย เพราะมั่นใจมากกับหุ้นตัวนี้ เนื่องจากก่อนที่จะตัดสินใจซื้อได้วิเคราะห์ตัวบริษัทมาแล้วว่าเป็นอย่างไร ก็ยิ่งทำให้พบว่า เป็นบริษัทที่ดีมาก สินทรัพย์เยอะ เงินสดเยอะ ไม่มีหนี้ ขณะที่ราคาก็ยังไม่แพงเกินไป ทำให้ซื้อแล้วสบายใจ แต่วันที่ซื้อคิดเอาไว้เลยว่า ถ้าจะขายหุ้นทันทีที่ สตีฟ จอบส์ เสียชีวิต เพราะคิดว่า บริษัทคงไปไม่รอดถ้าไม่มี สตีฟ จอบส์”

แม้ว่าเขาตั้งใจจะ “ทิ้งแอปเปิล” ไปพร้อมกับการจากไปของ สตีฟ จอบส์ แต่จนถึงวันนี้ยังถือหุ้น AAPL จำนวน 100 หุ้นไว้เหมือนเดิม โดยที่ราคาหุ้นวิ่งจาก 250 เหรียญสหรัฐ ขึ้นมาอยู่เหนือ 660 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ

เพราะฉะนั้นมูลค่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มจาก 7.5 แสนบาท จากเมื่อเดือน ก.ย. 2553 มาเป็น 2,046,000 บาท ในเดือน ก.ย. 2555 คิดเป็นกำไรเล็กๆ น้อยๆ แค่ 172.8% เท่านั้นเอง!!!

แต่เขายังไม่ได้หยุดการลงทุนไว้ที่ บริษัท แอปเปิล อิงค์ เพียงอย่างเดียว เพราะเขายังคงมองหาโอกาสการลงทุนอื่นๆ ในต่างประเทศอยู่เสมอ

“ที่ศึกษามานานแล้ว แต่เพิ่งซื้อไปก็มีหุ้นไทยเบฟ (บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ หรือ THBEV) ที่จดทะเบียนซื้อขายในสิงคโปร์ เพราะถ้าเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารในประเทศจะเห็นว่า ราคาไทยเบฟถูกกว่า”

นอกจากนี้ เขายังได้ลองฝีมือการลงทุนตลาดฮั่งเส็ง โดยเน้นลงทุนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนประมาณ 34 เดือน ซึ่งเขายอมรับว่า “มีทั้งขาดทุนและกำไรบ้าง เพราะยังไม่ชำนาญ”

อีกตลาดหนึ่งที่ กฤติศักดิเดชน์ มองว่า “น่าสนใจ” ทำให้เขาเริ่มเข้าไปศึกษาหาข้อมูล คือหุ้นกาสิโนในกลุ่มประเทศยุโรป

“กำลังศึกษาอยู่ว่า น่าสนใจจริงๆ หรือ‌ไม่ แต่เท่าที่ศึกษาในเบื้องต้นพบว่า งบการ‌เงินของหุ้นกลุ่มนี้ไม่ได้เลวร้ายมาก แต่ก็ไม่‌ถึงกับโดดเด่น แต่ราคาหุ้นถูก ซึ่งอาจจะ‌เป็นโอกาสดีที่จะได้เก็บของดีราคาถูก”

พร้อมกันนี้ กฤติศักดิเดชน์ ยังมั่นใจว่า‌ยังมีโอกาสอีกมากบนโลกใบนี้

“ในโลกมี Super Stock จำนวนมาก ซึ่ง‌เป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว มีผลประกอบการที่‌น่าสนใจ มีโอกาสธุรกิจเข้ามา หรือเป็นช่วง‌ขาขึ้นของบริษัท ทำให้เก็บกำไรได้มาก เช่น ‌เป็นช่วงที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในขณะที่ใน‌ประเทศหา Super Stock แบบนี้ได้ยากมาก”

อย่างไรก็ตาม กฤติศักดิเดชน์ บอกว่า ‌การลงทุนหุ้นต่างประเทศไม่เหมาะกับการลงทุนแบบเก็งกำไรระยะสั้น เพราะการลงทุนหุ้นต่างประเทศมีค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะเกิดกรณีกำไรหุ้น แต่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนได้

นอกจากนี้ ถ้าไม่มีเวลาติดตามข้อมูลข่าวสาร ไม่มีเวลาในการคัดเลือกหุ้น ซึ่งมีอยู่มากมายในตลาดโลก กฤติศักดิเดชน์ แนะนำว่า ลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนหุ้นต่างประเทศ หรือซื้อกองทุน FIF จะดีกว่า

 

 

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี