
แบรนด์ความงามยุโรปคึกชิงแชร์ดูแลผิว6.1หมื่นล้าน
แม้เศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป หรือ “ยูโรโซน” จะส่งสัญญาณชะลอตัว จากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มประเทศลูกหนี้ในยุโรป
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
แม้เศรษฐกิจในภูมิภาคยุโรป หรือ “ยูโรโซน” จะส่งสัญญาณชะลอตัว จากปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของกลุ่มประเทศลูกหนี้ในยุโรป
ทว่า กลุ่มสินค้าความงามเครื่องสำอางสัญชาติยุโรปแบรนด์ดังต่างๆ ที่ออกไปทำตลาดนอกบ้านในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทย กลับมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังจากเจ้าของสินค้าความงามค่ายใหญ่ เดินหน้าออกมาโชว์ผลประกอบการยอดขายและผลิตภัณฑ์ใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน
อูเมซ ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) มีบริษัทแม่ในฝรั่งเศส เจ้าของผลิตภัณฑ์ความงามที่ทำตลาดทั่วโลกกว่า 27 แบรนด์ และ 19 แบรนด์ในตลาดประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางในไทยมีอัตราการเติบโตกว่า 8.7% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 6.1 หมื่นล้านบาท ในปี 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ผลประกอบการธุรกิจบริษัทใน 6 เดือนแรกปี 2555 เติบโตราว 10.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ที่มีอัตราเติบโต 21.9% โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย ลอรีอัล ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 16% โดยทุกแผนกผลิตภัณฑ์มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น และมีส่วนแบ่งตลาดทั้ง 4 กลุ่มเพิ่มขึ้น ดังนี้
สำหรับแผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ประกอบด้วย ลอรีอัล รีส ไวท์ เพอร์เฟค เลเซอร์ ที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มดูแลผิวขาว (ไวต์เทนนิง) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 40% ผลิตภัณฑ์เมย์เบลลีน นิวยอร์ก บีบี สติค ที่ผลักดันให้แบรนด์เมย์เบลลีนมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มเครื่องสำอาง (เมกอัพ) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 33% และผลิตภัณฑ์การ์นิเย่ เพียว แอคทีฟ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเพื่อดูแลปัญหาผิวมันและสิว
ขณะที่แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง เติบโตสูงขึ้นจากผลิตภัณฑ์ลังโคม (Lancome Absolue L’Extrait) ในอัตรา 2 เท่า จากที่วางเป้าไว้ ส่วนแผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ แบรนด์ เคเรสคาส ฟูซิโอโดส ที่ผลักดันให้กลุ่มผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์ของเคเรสตาดที่ใช้ในร้านเสริมสวยเติบโตขึ้นถึง 45% และสุดท้ายแผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ที่มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 49% ในกลุ่มผิวมันและสิว และ 77% กลุ่มป้องกันแสงแดด
ฟัดเค กล่าวว่า ในครึ่งหลังของปีนี้บริษัทเตรียมรุกตลาดในไทย ด้วยสินค้านวัตกรรมใหม่ในทุกแผนก หลังสำรวจพบความต้องการผู้บริโภคชาวไทยในตลาดดูแลผิวและเครื่องสำอาง จะให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสินค้าเป็นหลัก ซึ่งเป็นนโยบายการดำเนินธุรกิจของลอรีอัลในไทย ที่จะผลักดันให้มียอดขายเพิ่มขึ้น จากการทำตลาดดูแลผิวในรูปแบบชุดดูแล (เซต) ในแต่ละขั้นตอนมากกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์เพียง 1 ชิ้นสำหรับใบหน้า เป็นต้น
“บริษัทแม่ในประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศไทยอย่างมาก เพราะเป็นตลาดที่เติบโตเร็ว เห็นได้จากในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 16% ถือว่าเติบโตรวดเร็วที่สุด เทียบกับบริษัทความงามต่างชาติในไทย โดยลอรีอัลเป็นบริษัทความงามที่มีขนาดอันดับสองของประเทศไทยด้วย โดยยอดขายของลอรีอัลทั่วโลกมีอัตราเติบโต 10.5%”
ขณะเดียวกันบริษัทแม่ยังได้จัดตั้งหน่วยงานวิจัยทิศทางตลาดในประเทศไทย เพื่อศึกษาตลาดและเสนอแผนดังกล่าวไปยังบริษัทแม่ รวมทั้งยังได้เปิดตัวสินค้าความงามบางกลุ่มเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย และมีสินค้าที่คิดค้นให้เหมาะสมกับผู้หญิงไทยโดยเฉพาะ พร้อมวางเป้าหมายผลักดันให้ลอรีอัลเป็นบริษัทความงามอันดับหนึ่งในไทยต่อไปในอนาคต
สำหรับโรงงานผลิตสินค้าในปัจจุบัน อยู่ในประเทศอินโดนีเซีย เพื่อผลิตและส่งออกสินค้าไปทำตลาดในเอเชีย ซึ่งบริษัทแม่จะมีการพิจารณาแผนลงทุนทุกปี ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่บริษัทแม่สนใจจะลงทุนสร้างโรงงานผลิตสินค้าต่อไป ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าตลาดความงามในไทยจะยังเติบโตดี จากผู้บริโภคมีกำลังซื้อสินค้าที่ดีอยู่ และในครึ่งหลังปีนี้คาดผู้บริโภคจะออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งหลังจากเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะผลักดันให้ยอดขายรวมในสิ้นปีนี้เติบโตกว่า 16%
ทิพาภรณ์ อูนากูล ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยูเซอริน บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบรนด์ นีเวีย ยูเซอริน เป็นต้น จากประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ตลาดเวชสำอางในไทยซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2,840 ล้านบาท มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 15% และคาดว่าในครึ่งหลังของปี 2555 จะมีอัตราการเติบโตสูงถึง 20% จากพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยที่นิยมกลุ่มสินค้าเวชสำอางมากขึ้น
ขณะที่ในปีนี้ผลิตภัณฑ์ยูเซอรินได้เปิดตัวสินค้ากลุ่มดูแลผิวขั้นพื้นฐาน (เบสิก สกินแคร์) ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงกว่า 49% ภายใต้ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ “ยูเซอริน อควาพอริน แอคทีฟ” โดยทดลองทำตลาดใน 6 เดือนก่อน ร่วมกับพันธมิตรร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม “บู๊ทส์” และได้ผลตอบรับดี
สำหรับในครึ่งแรกปีนี้ ยูเซอรินมีอัตราเติบโตกว่า 28-29% ซึ่งเติบโตมากกว่าตลาดเครื่องสำอางทั่วไปที่เติบโตเพียงหลักเดียว และจากการทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ในปีนี้ บริษัทวางเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์ยูเซอรินอยู่ที่ 30% จากทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.ต้านริ้วรอย (แอนไท เอจจิง) 2.ผลิตภัณฑ์ผิวขาว (ไวต์เทนนิง) 3.ด้านสิว (แอกเน) 4.ดูแลผิวกาย (บอดี้ แคร์) 5.ดูแลพื้นฐาน (เบสิกแคร์) 6.ปกป้องแสงแดด (ซัน) และ 7.ดูแลผิวหน้า (เฟซ)
“ยูเซอรินมีส่วนแบ่งในตลาดรวมเวชสำอางอยู่ที่ 58.5% และปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 6%”
ดีน ทอมป์สัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) ผู้บริหารร้านค้าปลีกพิเศษเพื่อสุขภาพและความงาม “บู๊ทส์” กล่าวว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเพื่อความงามในร้านบู๊ทส์ มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หรือมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มเดียวกับภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในไทย โดยปัจจุบันบู๊ทส์เปิดให้บริการราว 215 สาขาทั่วประเทศ และวางแผนขยาย 3040 สาขาใหม่ต่อเนื่องทุกปี โดยในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ บริษัทวางแผนขยายสาขาใหม่ราว 1215 แห่ง
จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดความงามไทย ตอกย้ำได้เป็นอย่างดีว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไร “ผู้หญิง” จะยังคงให้ความสำคัญกับการจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อความงามเสมอ
พิสูจน์ได้ในตลาดประเทศไทย...







