
CLSAให้เป้าดัชนี915ถูกสุดในเอเชียมองจีดีพีโต6%หุ้นพักฐาน6จุด
โพสต์ทูเดย์
— CLSA ขยับเป้าดัชนีหุ้นไทยปีนี้มีสิทธิเห็น 915 จุด โอกาสพุ่งได้อีก 15% คนไทยขายหุ้นปรับฐาน 6 จุด ฝรั่งซื้อต่อเนื่องอีก 3,234 ล้านบาทบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ ได้ออกบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปีนี้สดใส ดัชนีไปได้ถึง 915 จุด เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 15% โดยความเสี่ยงด้านการเมืองลดลงและเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งกลุ่มธนาคารจะได้ประโยชน์สูงสุดจากอัตราเติบโตเศรษฐกิจที่คาดว่าจีดีพีจะเติบโตเกินกว่า 6% และคาดว่าอัตราเติบโตกำไรของกลุ่มธนาคารจะเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักในช่วงปี 25532555 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 20 ปี
“
ตลาดหุ้นไทยราคาถูกเทียบตลาดหุ้นในเอเชีย โดยซื้อขายที่ส่วนลด 22% จากมูลค่ากิจการต่อกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม และมีส่วนลด 18% เทียบสัดส่วนราคาต่อกำไรและมีส่วนลด 24% จากราคาตามมูลค่าบัญชี”นอกจากนั้น บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังให้อัตราผลตอบแทนปันผล 4.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ บจ.ตลาดหุ้นเอเชีย 1.70%
บล.แห่งนี้แนะนำซื้อหุ้น ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) รวมถึงซื้อหุ้นบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP)
นักวิเคราะห์ฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) มองว่าดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน สถานการณ์ในยุโรปที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และการเมืองไม่พัฒนาไปสู่ความรุนแรง ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างมาก
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นมากกว่า 4% ในช่วง 2 วัน ส่งผลให้หุ้นนำตลาดจะพักตัว ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำให้เลือกเก็งกำไรหุ้นใหญ่ที่ราคาหุ้นยังขึ้นช้ากว่าหุ้นใหญ่อื่นๆ โดยหุ้นที่เลือกมาคือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) PTTEP และบริษัท ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น (PTTAR)
สำหรับดัชนีหุ้นไทยวันที่ 18 มี.ค. ปิดตลาดที่ 759.02 จุด ลดลง 6.52 จุด หรือ 0.85% มูลค่าซื้อขาย 27,523 ล้านบาท
ต่างชาติซื้อหนักอีก 3,234 ล้านบาท ขณะที่สถาบันขาย 1,538 ล้านบาท พอร์ต บล.ขาย 153 ล้านบาท และรายย่อยขาย 1,543 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ บล.เอเชีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ดัชนีที่ลดลงเมื่อวันที่ 18 มี.ค. เป็นการปรับฐาน หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาติดต่อกันหลายวัน เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติยังซื้อหุ้นต่อเนื่อง
สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว ให้แบ่งขายสัดส่วน 1 ใน 3 ที่ดัชนี 800 จุด หากยังไม่มีหุ้นแนะนำให้ซื้อหุ้นที่ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น เช่น หุ้นทุนธนชาต (TCAP) ที่มีโอกาสขึ้นได้อีก 30% หากควบรวมสำเร็จจะกลายเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 5







