
อัดฉีด100ล.ฟื้นกรุงเทพเมืองแฟชั่น
กู้วิกฤตอุตฯสิ่งทอซบเซาหนัก เล็งที่ราชประสงค์-พารากอน
กู้วิกฤตอุตฯสิ่งทอซบเซาหนัก เล็งที่ราชประสงค์-พารากอน
อุตสาหกรรมเล็งปัดฝุ่นกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น อัดฉีด 100 ล้าน กู้วิกฤตตลาดสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มซบหนัก
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นำโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น มาดำเนินการอีกครั้งภายในปี 2556 เพื่อพลิกฟื้นฟูอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่กำลังเข้าสู่วิกฤต
เบื้องต้นกระทรวงฯ จะจัดสรรงบประมาณ 100 ล้านบาท สานต่อโครงการในหลายแนวทาง อาทิ จ้างดีไซเนอร์ระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี มาช่วยพัฒนานักออกแบบของไทย ตลอดจนพัฒนาช่างเย็บ แบรนด์สินค้า การจัดกิจกรรมเดินแฟชั่น โดยจะเล็งพื้นที่ราชประสงค์และสยามพารากอนให้เป็นศูนย์กลางในการจัดเวทีเดินแฟชั่น เป็นต้น
“โครงการนี้หยุดชะงักหลังมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นบ้านเราตกต่ำลง แบรนด์ดังดีไซเนอร์ก็เกิดขึ้นน้อยมาก นายกรัฐมนตรีจึงต้องการผลักดันไทยเป็นเมืองแฟชั่นอย่างแท้จริง เพราะอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องแต่งกายของไทยมีครบวงจร โดยเฉพาะเสื้อผ้าของไทยเป็นที่ขึ้นชื่อในระดับโลก” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว
สำหรับผลดำเนินงานกระทรวงอุตสาหกรรมตามนโยบายรัฐบาลในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาห กรรมไทย ทั้งการเตรียมพร้อมภาคธุรกิจรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป) ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)
ขณะที่มาตรการฟื้นฟูน้ำท่วมได้ยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร โครง การคลินิกอุตสาหกรรม จนปัจจุบันมีโรงงานใน 7 นิคมอุตสาหกรรม รวม 838 แห่ง เปิดดำเนินกิจการตามปกติแล้ว 82% ย้ายหรือปิดกิจการ 7% ทำให้รักษาการลงทุน 5.33 แสนล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ 4.40 แสนคน รักษาภาษีที่รัฐควรได้จากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ 1.25 หมื่นล้านบาท
ด้านมาตรการส่งเสริมการลง ทุนในไทย ได้รับผลดีจากการเดินทางไปชักจูงการลงทุนในหลายประเทศ ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่า สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติได้อย่างดี
“เป้าหมายการทำงานขึ้นสู่ปีที่ 2 คือ สานต่อโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการรับเออีซีในปี 2558 โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ต้องเร่งพัฒนาเอสเอ็มอีและโอท็อป ยกระดับมาตรฐานให้เป็นสากล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับเวทีต่างประเทศได้อางไม่เป็นรอง” ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าว







