posttoday
เศรษฐกิจไทยภายใต้ความเสี่ยง

เศรษฐกิจไทยภายใต้ความเสี่ยง

30 สิงหาคม 2555

เศรษฐกิจโลกชะลอ ยูโรโซนใกล้จะแตก สหรัฐเผชิญปัญหาหน้าผาทางการคลัง เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลงรุนแรง

โดย...ดร.สมชัย อมรธรรม

เศรษฐกิจโลกชะลอ ยูโรโซนใกล้จะแตก สหรัฐเผชิญปัญหาหน้าผาทางการคลัง เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลงรุนแรง การส่งออกของไทยกำลังย่ำแย่ เศรษฐกิจไทยก็จะแย่ตามลงไปด้วย เหล่านี้อาจเป็นปัญหากวนใจหลายท่านอยู่ลึกๆ ทางเราเองก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ลงไปมาก ทางเราประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 5.9% ในปีนี้ แต่กังวลว่าในช่วงที่เหลือของปี เครื่องยนต์หลักๆ ของเศรษฐกิจจะทำงานได้ไม่ครบ เราจึงขอแบ่งปันมุมมองในที่นี้

ในเชิงตัวเลขที่ประกาศนั้นเราน่าจะเห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปีนี้ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป็นผลจากการคำนวณการเติบโตเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ซึ่งฐานจีดีพีปีก่อนอยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติจากเหตุการณ์น้ำท่วมในขณะนั้น แต่ถ้ามองในเชิงโมเมนตัมของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้กลับน่าจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยชะลอลงจากครึ่งแรก สาเหตุหนึ่งคือปัจจัยจากต่างประเทศที่ยังมีความเสี่ยงอยู่ทั้งเหตุการณ์ในยูโรโซนในเดือน ก.ย.นี้ และปัญหา Fiscal Cliff ของสหรัฐในช่วงปลายปี อีกสาเหตุหนึ่งคือการฟื้นตัวจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่เราเคยคิดว่าจะรับไม้ต่อกลับมาไม่ทัน

สถานการณ์เศรษฐกิจโลกต้องติดตามเหตุการณ์ในยูโรโซนในเดือน ก.ย. ผลลัพธ์ของหลายเหตุการณ์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจที่สำคัญในระยะถัดไป ส่วน Fiscal Cliff เริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจแล้วในปัจจุบันและสหรัฐสามารถต่ออายุบางมาตรการออกไปได้ อาจทำให้ความรุนแรงของ Fiscal Cliff น้อยลง เราหวังว่าทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ แต่มีความกังวลว่าจะผิดหวังค่อนข้างมากเหมือนกัน และต่อให้ผ่านพ้นทั้งสองเหตุการณ์ไปได้ด้วยดี เรายังมองว่าเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ทั้งสองนี้น่าจะเติบโตในระดับที่ไม่สูงนัก

สำหรับเศรษฐกิจไทยเอง เหตุการณ์น้ำท่วมที่เลวร้ายในช่วงปลายปีก่อน เป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในครึ่งแรกของปีนี้ แต่ดูเหมือนว่าการฟื้นตัวนี้จะเร็วและแรงกว่าที่คาด ซึ่งก็หมายความว่าแรงกระตุ้นนี้หมดลงเร็วกว่าที่คาดด้วย ซึ่งสัญญาณการชะลอตัวก็เริ่มเห็นบ้างแล้ว เช่น การลงทุนภาคเอกชนที่เคยขยายตัวสูงถึง 10% MoM ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ค่อยๆ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง (MoM) จนตัวเลขล่าสุดในเดือน มิ.ย. แทบจะไม่ขยายตัว ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป อาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตได้ ขณะที่การบริโภคก็น่าจะชะลอลงด้วยเหตุผลเดียวกันนี้

ก่อนหน้านี้ เราเคยคาดหวังว่าแรงกระตุ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำฯ จะเข้ามามีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ถึงตอนนี้ก็คงต้องยอมรับว่าความคาดหวังนั้นสูงเกินไป คงต้องไปหวังเอาในปีหน้า ซึ่งถ้าจะมองโลกในแง่ดีก็หมายความว่าแรงกระตุ้นจากการใช้จ่ายภาครัฐดูเด่นชัดขึ้นในปีหน้า อีกทั้ง โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลเตรียมการอยู่ ก็น่าจะเป็นแรงสำคัญในการผลักดันการเติบโตของประเทศในระยะถัดไป (ซึ่งแน่นอนต้องพิจารณาถึงเสถียรภาพเศรษฐกิจการคลังด้วย)

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการส่งออกของไทย แม้ว่าแนวโน้มดีขึ้นในครึ่งหลังของปีน่าจะดีกว่าครึ่งแรก เพราะภาคการผลิตเริ่มกลับมาผลิตได้ แต่โดยรวมทั้งปีแล้วยังเป็นตัวเลขการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำ เรามองตัวเลขส่งออกที่ประมาณ 6% ทั้งนี้ ต้องติดตามการส่งออกข้าวในสต๊อกของรัฐบาลด้วย เพราะอาจจะเป็นล็อตใหญ่ที่ทำให้ตัวเลขส่งออกกระโดดขึ้น แต่ก็ไม่ทำให้จีดีพีดีขึ้นเพราะที่ผ่านมาได้มีการผลิตไปแล้ว (ส่งออกเพิ่มแต่ Inventories ลด)

ภาคการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวขึ้นมาโดดเด่น ซึ่งเป็นอานิสงส์ของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาประเทศไทยมากขึ้น แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ลดลงตามผลของฤดูกาล แต่เมื่อเราได้ลองปรับเอาผลของ Low Season ออก พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยว (ปรับฤดูกาล) ในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว รายได้จากนักท่องเที่ยวจึงเข้ามาชดเชยการส่งออกสินค้าที่ชะลอลงได้ระดับหนึ่ง

เรื่องของเงินเฟ้อที่เคยเป็นกังวลก่อนหน้านี้ ก็ต้องยอมรับว่าเงินเฟ้อในช่วงนี้เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดไว้เดิม แต่เรายังคงมุมมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่ได้หายไปไหน ยังเป็นปัญหาที่น่ากังวลในช่วงถัดไป

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อยังไม่สูงในปัจจุบันนี้เป็นผลของแนวโน้มสถานการณ์โลกที่ดูแย่ลงกว่าที่คาด กระทบต่อเศรษฐกิจไทยและบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวในอนาคต ทำให้การส่งผ่านจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคนั้นทำได้ยากขึ้น ผู้ประกอบการหลายรายก็ต้องยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้ก่อน แต่เมื่อมีโอกาสผู้ประกอบการก็ต้องการที่ผลักภาระไปให้กับผู้บริโภคในที่สุด ซึ่งโอกาสอาจมาจากที่เศรษฐกิจดีขึ้น หรืออาจมาจากการที่สินค้าอื่นเริ่มปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามองว่าโอกาสเหล่านั้นน่าจะเปิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า หลังจากผ่านพ้นปัญหา Fiscal Cliff สักระยะหนึ่งอาจทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกดีขึ้น (ยังเติบโตต่ำแต่ความเสี่ยงน้อยลง) รวมถึงผลของฤดูกาลที่ราคาสินค้ามักจะพุ่งขึ้นประมาณไตรมาส 2 ของแต่ละปี

แต่ในช่วงจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี เรามองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยน่าจะค่อยๆ ไต่จากระดับ 2.7% ในเดือน ก.ค. ขึ้นไปแตะระดับประมาณ 3% ตอนสิ้นปี และรวมทั้งปีแล้วอัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 3% ซึ่งถือเป็นเงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสม (ธปท.เคยคิดจะเปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นเงินเฟ้อทั่วไปที่ 3% +/-1.5%) จึงยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3% ในปัจจุบัน แม้จะมีแรงกดดันให้ลดดอกเบี้ย แต่เรายังคาดว่า ธปท.น่าจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีครับ

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ