
ลูกหนี้ล้มละลายฉ้อโกง
กรณีข่าวดัง ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษาจำคุกนางเสาวรส โสภา มารดาของนายศิริโชค โสภา สส.สงขลา 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ
โดย...เดชา กิตติวิทยานันท์
กรณีข่าวดัง ศาลแขวงพระนครใต้พิพากษาจำคุกนางเสาวรส โสภา มารดาของนายศิริโชค โสภา สส.สงขลา 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ กรณีไปทำสัญญากู้ยืมเงินกับนายมนตรี สิหนาทกถากุล เจ้าของธุรกิจโรงแรมแลนมาร์ค ในความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจากเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2553 จำเลยไปกู้เงินจากโจทก์ จำนวน 15 ล้านบาท โดยจะชำระดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยตกลงผ่อนชำระเงินต้นให้งวดละ 1.5 ล้านบาท รวม 10 งวด โดยสั่งจ่ายเช็ครวม 10 ฉบับ
ต่อมาเมื่อเช็ค 3 ฉบับของจำเลยธนาคารปฏิเสธการจ่าย แจ้งว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ซึ่งขณะทำสัญญากู้ยืม จำเลยทราบอยู่แล้วว่าเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว และถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 2550 ตามกฎหมายไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญาใดๆ จำเลยจึงมีเจตนาปกปิดความจริง ทำให้โจทก์หลงเชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว
ทนายคลายทุกข์ได้ติดตามข่าวดังกล่าว เห็นว่าเป็นคดีที่มีความน่าสนใจ เพราะในปัจจุบันมีคดีลักษณะแบบนี้หลายคดีแล้ว ผมเองได้ประสบมากับตัวเองหลายคดี เช่น ไปกู้เงินในลักษณะแบบที่ปรากฏตามข่าว โดยรู้อยู่แล้วว่าตัวเองถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแต่ปกปิดไว้ ทำให้เจ้าหนี้หลงเชื่อจึงให้ยืมเงินไป เมื่อถึงกำหนดไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จึงให้ทนายความตรวจสอบสถานะของลูกหนี้ จึงทราบว่าถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ต้องมาดำเนินคดีฉ้อโกงเหมือนกัน นอกจากนี้มีอีกคดีหนึ่งเป็นนักธุรกิจศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว แต่ปรากฏว่าไปค้าขายกับห้างโมเดิร์นเทรดส่งของให้ตามห้าง นำใบวางบิล ใบรับวางบิลไปขายลดเช็คให้กับธนาคาร
ธนาคารเห็นว่าโมเดิร์นเทรดเป็นกิจการที่มีความน่าเชื่อถือสูง ไม่ได้ตรวจสอบสถานะของผู้ขอสินเชื่อโดยให้สินเชื่อไป ต่อมามาทราบภายหลังว่าถูกพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ธนาคารต้องไปแจ้งความฉ้อโกงต่อตำรวจ คดีแบบนี้ก็มีอยู่หลายคดี
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลล้มละลายเปิดบัญชีไว้กับสถาบันการเงิน แต่สถาบันการเงินไม่ได้ตรวจสอบ ยังคงมีการเดินบัญชีและใช้วงเงินอยู่ก็มี ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถทำนิติกรรมจัดการทรัพย์สินของตนเองได้ แต่เป็นความหละหลวมในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินและเจ้าหนี้
วันนี้จึงขอนำกฎหมายที่เกี่ยวกับบุคคลล้มละลายและการปกปิดสถานะการถูกพิทักษ์มานำเสนอให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้รับทราบกันดังนี้
1.เจ้าหนี้จะฟ้องให้ลูกหนี้ล้มละลายได้ต่อเมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483
มาตรา 9 เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ
(1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว
(2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ
(3) หนี้นั้นอาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม
2.การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาด พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483
มาตรา 14 ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง
3.หลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แล้ว ลูกหนี้ไม่มีอำนาจจัดการทรัพย์สินและกิจการของตน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483
มาตรา 22 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป
(2) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้ หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น
(3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้
มาตรา 24 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว ห้ามมิให้ลูกหนี้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการของตน เว้นแต่จะได้กระทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาล เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้จัดการทรัพย์ หรือที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
การฉ้อโกง ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ







