posttoday
ปรับสมดุลเศรษฐกิจโลก

ปรับสมดุลเศรษฐกิจโลก

29 สิงหาคม 2555

ปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกอัพเดตสถานการณ์เศรษฐกิจสหภาพยุโรป ซึ่งโดยรวมอัตราการเติบโตหดตัวตามคาด 0.2% ในไตรมาส 2 ของปีนี้

โดย...รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

ปรับสมดุลเศรษฐกิจโลกอัพเดตสถานการณ์เศรษฐกิจสหภาพยุโรป ซึ่งโดยรวมอัตราการเติบโตหดตัวตามคาด 0.2% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยประเทศในยูโรโซนที่ประสบปัญหาทั้งหลาย เช่น อิตาลีและสเปน ต่างก็มีเศรษฐกิจที่ติดลบ

ในขณะที่ 2 พี่เบิ้มแห่งยูโรโซน คือ เยอรมนีกับฝรั่งเศส แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยดั่งเช่นเพื่อนร่วมโซนอื่นๆ

ดังนั้น ทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศสจึงต้องรับภาระโอบอุ้มประเทศอ่อนแอในโซนต่อไป ซึ่งโดยรวมคือการกระตุ้นเศรษฐกิจของโซนให้ก้าวไปข้างหน้า

ขณะเดียวกันก็ต้องย้ำเตือนประเทศลูกหนี้ทั้งหลายให้ปฏิบัติตามพันธสัญญาในการรัดเข็มขัด ลดค่าใช้จ่าย และพยายามหารายได้เพื่อมาคืนหนี้ ซึ่งช่างเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันมาก เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจจะทำได้ก็ต้องกระตุ้นการบริโภคภายใน แต่ถ้าอัตราการจ้างงานลดลง ประชาชนจะเอาเงินที่ไหนไปจับจ่าย

ในขณะที่การส่งออกก็ยังลำบาก เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และไม่สามารถจะผลิตสินค้าที่ “ถูกใจ” ตลาดโลก ทั้งยังไม่ได้ “ถูกเงิน” มากนัก แม้เงินยูโรจะอ่อนตัวไปพอประมาณ แต่ก็ยังอ่อนไม่มากพอที่จะทำให้สินค้าถูกลงตรงใจตลาดโลก

มีเพียงเยอรมนีและฝรั่งเศสที่มีสินค้าต้องตามความต้องการของตลาดโลก เช่น รถหรูสัญชาติเยอรมันและแฟชั่นสุดแพงของฝรั่งเศสยังเป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภคทั่วโลก และได้อาศัยความได้เปรียบของค่าเงินยูโรอ่อนในการสร้างยอดขายในตลาดนอกยูโรโซน

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งหลายในยูโรโซน คือ ณ ระดับค่าของเงินยูโรในขณะนี้นับว่าอ่อนเกินไป (Undervalued) สำหรับประเทศที่เข้มแข็งและมีศักยภาพสูงในการส่งออกอย่างเยอรมนี แต่ก็แข็งเกินไป (Overvalued) ทำให้สินค้าของประเทศที่อ่อนแออย่างกรีซ “แพงเกินไป” ที่จะทำการตลาดนอกยูโรโซนได้

ความจริงทั้งเยอรมนีและฝรั่งเศส ตลอดจนประเทศเข้มแข็งอื่นๆ ในยูโรโซน เช่น เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ต่างก็อาศัยความได้เปรียบของการอ่อนค่าของยูโรโซนในการสร้างรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจมานานหลายปี ในขณะที่ประเทศที่อ่อนแออย่างกรีซและโปรตุเกสที่ใช้สกุลเงินร่วมกัน ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง (เพราะเงินที่อ่อน ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ในขณะที่สินค้าส่งออกมีราคาถูกลง) แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่ร่วมกันใช้เงินสกุลยูโร

ความแตกต่างทางเศรษฐกิจและความไม่สมดุลของระดับความมั่งคั่งก็เป็น “ชนวนจุดระเบิด” ที่สำคัญของวิกฤตยูโรโซนในเวลานี้

ทั้งนี้ ถ้าจะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องลดช่องว่างของความแตกต่างนี้ และต้องอาศัยกลไกของระบบการเงินร่วมในการแก้ปัญหา เพราะสถาบันการเงินยังเป็นแหล่งเงินทุนหลักที่ผู้ประกอบการจะระดมทุน เพื่อลงทุนและสร้างรายได้ให้กับประเทศ

ดังนั้น จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ มีเงินทุนเพียงพอที่จะปล่อยเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้นการผลิตและการสร้างงาน ซึ่งกระบวนการที่ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินต่างต้องใช้เวลาในการปรับสมดุล

จึงคาดหมายได้ว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจและหนี้สาธารณะของยูโรโซนคงต้อง “ลากยาว” ไปอีกนาน และต้องใช้เงินมหาศาลในการพยุงสถานะทางเศรษฐกิจของเพื่อนร่วมโซน ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน

และคงต้องใช้ “ยาแรง” ในการรักษา โดยอัดฉีดเงินที่ “เหนือความคาดคิด” เข้าสู่ระบบ และ “หมอ” ที่ทำการรักษา ซึ่งหนีไม่พ้นประเทศที่ “ได้เปรียบ” ทางการแข่งขันมาโดยตลอดอย่างเยอรมนีต้อง “ใจแข็ง” ในการรักษา “คนไข้” เช่น กรีซ ด้วยการกระตุ้นให้คนไข้กินยา ทำ “กายภาพบำบัด” โดยการหารายได้ และลด “น้ำหนัก” โดยการรัดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด

ซึ่งทั้งนี้ขึ้นกับสภาพทางกายและทางใจของคนไข้ว่าจะทนไหวหรือไม่ ถ้าทนรับการรักษาไม่ได้ คงต้องปล่อยให้ “ไปที่ชอบ” โดยการให้ออกจากยูโรโซน ก่อนที่จะแพร่ระบาดไปสู่คนไข้อื่นๆ ที่แม้จะอ่อนแอ แต่ไม่ถึงกับโคม่า และยังพอรักษากันได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท