
ยกเครื่องวิทยุ-โทรทัศน์ กำกับกันเองก่อนถูกคุม
การกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อวิทยุโทรทัศน์ ถือเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน
การกำกับดูแลกันเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อวิทยุโทรทัศน์ ถือเป็นเรื่องที่พูดกันมานาน
พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นขององค์กรกำกับดูแลอย่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ใช้เวลากว่า 10 ปี ซึ่งขณะนี้สภาพตลาดสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากที่มีทีวีช่องหลักเพียง 6 ช่อง แต่ในวันนี้ประเทศไทยมีทีวีเป็นร้อยเป็นพันช่อง
พลวัตของสื่อที่เกิดขึ้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มาตรฐานจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเปลี่ยนแปลงไปด้วย กรณีของรายการไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้มาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพจะสูง ในกรณีนี้คือ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ แต่การตัดสินใจที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้น จะด้วยแง่มุมใดๆ ก็ตาม ทำให้จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีกครั้ง
กรณีของไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ทำให้ กสทช.ในฐานะที่มีหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลการประกอบกิจการให้เป็นไปตามกฎหมาย ใช้อำนาจสั่งปรับผู้ผลิตรายการเป็นครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม การปรับไม่ใช่ทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว แต่ในอุตสาหกรรมนี้ยังต้องสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวกันขององค์กรวิชาชีพเพื่อกำกับดูแลกันเอง ซึ่งขณะนี้มีสภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียง (ประเทศไทย) ที่มี อรุณีประภา หอมเศรษฐี เป็นประธานสภา ที่ประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพ บริษัทผู้ผลิตรายการและสถานีโทรทัศน์รายใหญ่รวมกว่า 40 องค์กร มาเป็นตัวขับเคลื่อน และกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ในแบบกว้างๆ
สภาวิชาชีพกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียง หรือชื่อย่อ (PBC) ถูกมองว่า เป็นสภาวิชาชีพของผู้ประกอบการรายใหญ่ อย่างไรก็ตามสภา นี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมสมาคมรายย่อยต่างๆ จากทั่วประเทศเข้ามารวมไว้ด้วยกัน เพื่อกำหนดมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ให้มีการกำกับดูแลกันเองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เช่นนั้นโอกาสที่ กสทช.จะเข้ามาควบคุมก็มีมากขึ้น
แม้ว่าสุดท้ายแล้วผู้กำหนดกรอบระเบียบทุกอย่างจะเป็น กสทช.ก็ตาม แต่การควบคุมกันเองดังกล่าว จะทำให้ความเข้มข้นในการควบคุมจากฟาก กสทช.ลดลงไปด้วย
ปฏิมา ตันติคมน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา ออร์กาไนเซอร์ แอนด์ เมเนจเมนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ผลิตรายการส่วนใหญ่ที่ทำธุรกิจมานานจะยึดมั่นในเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ ที่ประพฤติ ปฏิบัติกันมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่าการประกอบการทีวีถือเป็นเรื่องธุรกิจที่ถูกบังคับด้วยเรื่องเรตติ้งและรสนิยมของผู้ชม บางรายการ ทำเพื่อคุณภาพ เพื่อผู้ชม แต่โฆษณาไม่ดี ทำให้อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น อยากมีช่องทางที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้ชมโดยตรงเพื่อจะได้รู้ว่ารายการนั้นเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมหรือไม่
ทั้งนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพจึงต้องการให้ กสทช.ช่วยสนับสนุน หรือประสานหาช่องทางระหว่างผู้ชมและผู้ผลิตรายการโดยตรง รวมถึงการสนับสนุนผู้ผลิตรายการที่มีคุณภาพ แต่ไม่มีโฆษณา ผ่านงบประมาณของเงินกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมไปถึงการสำรวจความนิยมของผู้ชม โดยหน่วยงานที่เป็นกลางและน่าเชื่อถือ เพื่อจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้ว ผู้ชมยังคงชื่นชอบละครแบบตบจูบๆ เหมือนในอดีต หรือทุกวันนี้ผู้ชมได้เปลี่ยนรสนิยมไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
ขณะที่ประเด็นเรื่องเรตติ้งเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานในวงการโทรทัศน์เมืองไทย แต่สำหรับช่อง 3 แล้ว สมรักษ์ ณรงค์วิชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า ช่อง 3 เลิกพึ่งพาตัวเลขเรตติ้งมานานแล้ว เพราะไม่สะท้อนความเป็นจริง สิ่งที่ช่อง 3 ทำ คือ การเดินสำรวจความนิยมของผู้ชมด้วยตัวเอง และพบสิ่งที่แตกต่างจากเรตติ้งอย่างสิ้นเชิง และข้อมูลที่ได้นั้นถูกนำมาพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้สถานีมากยิ่งขึ้น
“ทุกวันนี้ ผู้บริโภคฉลาดเลือกมากขึ้น จากการสำรวจที่เราลงไปทำเอง พบว่า ผู้ชมถึง 20% ที่ปิดทีวี ไม่ต้องการรับสิ่งที่ถูกนำเสนอ ประกอบกับมีช่องทางสื่อที่หลากหลาย ที่ทำให้ผู้ชมสามารถเลือกวิธีการ เวลาในการรับได้ตามความต้องการ ผู้ชมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และได้รับการศึกษาที่มากขึ้น และสื่อต้องปรับตัวตาม” สมรักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ ช่อง 3 ได้ประกาศเป็นนโยบายเมื่อ 2 ปีก่อน ว่าจะลดความรุนแรงหน้าจอ การนำเสนอฉากต่างๆ ในละครต้องระมัดระวังมากขึ้น ไม่ลงรายละเอียด ทำให้ละครของช่อง 3 ค่อยๆ ปรับไปในทิศทางที่ดีขึ้น และสถานีมีกฎของตัวเองกำหนดเป็นกรอบไว้ให้ผู้ผลิตรายการ ผู้จัดละครปฏิบัติตาม หากทำได้ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาควบคุม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ ต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย หนึ่งในอนุกรรมการหลายชุดของ กสทช. ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า ในหลายประเทศที่ได้ไปมา สังคมจะดีหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่การออกกฎหมายไปบังคับ แต่อยู่ที่จิตสำนึก สิ่งที่เรียกว่าจริยธรรม จรรยาบรรณ ที่มีตั้งแต่ต้นของคนทำรายการโทรทัศน์วิทยุ แต่ประเทศไทยเน้นออกกฎหมายมาบังคับมากกว่า ขณะที่คนเข้าใจกฎหมายมีน้อย จึงไม่ค่อยได้ผล เพราะฉะนั้น การกำกับดูแลกันเอง ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการดูแลสื่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าสื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคม และเป็นเรื่องที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันดูแล
ทั้งหมดนี้ คือความเห็นของคนในวงการโทรทัศน์ที่มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องหันมาควบคุมรายการกันเอง ดีกว่าให้ กสทช.ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ มาควบคุม ซึ่งน่าสนใจว่าการควบคุมกันเองของภาคเอกชนจะมีความเข้มแข็งมากเพียงใด โดยเฉพาะรายการที่แพร่ภาพทางช่องทีวีดาวเทียม ซึ่งมีเนื้อหาที่ค่อนข้างล่อแหลมทั้งในเรื่องของการโฆษณาเกินจริงและการแต่งตัวที่ไม่เหมาะสม
ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถควบคุมกันได้จริงตามที่ตั้งธงไว้ เชื่อว่าอีกไม่นาน กสทช.กระโดดเข้าไปคุมแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้น ใครๆ ก็ขยับยาก...







