
เอชเอสบีซีคาด ส่งออกโต6.4%
“เอชเอสบีซี” คาดส่งออกไทยปีนี้ซมพิษยุโรป เติบโตได้แค่ 6.4% ระบุตัวเลขของรัฐบาลสูงเกินความเป็นจริง
“เอชเอสบีซี” คาดส่งออกไทยปีนี้ซมพิษยุโรป เติบโตได้แค่ 6.4% ระบุตัวเลขของรัฐบาลสูงเกินความเป็นจริง
น.ส.ซูเซียนลิม นักเศรษฐศาสตร์ ประจำภูมิภาคอาเซียน ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า การประเมินตัวเลขส่งออกของรัฐบาลไทยในปีนี้ที่ระดับ 15% ก่อนจะมีการทบทวนตัวเลขใหม่เป็น 9% ถือเป็นตัวเลขการขยายตัวที่สูงเกินความเป็นจริง เนื่องจากภาพรวมการส่งออกของเอเชียในขณะนี้มีสัญญาณการชะลอตัวจากกำลังซื้อในยุโรปลดลงอย่างชัดเจน
ธนาคารเอชเอสบีซี คาดว่า การส่งออกไทยในปีนี้จะเติบโตได้เพียง 6.4% และขยายตัวติดลบ 0.5%
“การเติบโตของภาคส่งออกไทยในปีนี้ แม้แต่ตัวเลขที่ 7% ก็ยังดูสูงเกินไปอยู่ดี เพราะแม้ว่าประเทศในเอเชียจะมีการส่งออกกันเอง 40% แต่ปริมาณการส่งออกไปยังตลาดยุโรปก็คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของภาพรวมการส่งออกในเอเชีย” น.ส.ซู กล่าว
อย่างไรก็ตาม เอชเอสบีซี ยังมองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังเติบโตได้ที่ระดับ 5.5% เนื่องจากเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกเติบโตดีเกินคาด โดยเฉพาะไตรมาส 2 ที่เติบโตได้ถึง 4.2% จากที่หลายฝ่ายคาดว่าจะเติบโตได้เพียง 3% ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล ซึ่งช่วยชดเชยการส่งออกสุทธิที่ลดลงอย่างมาก
น.ส.ซู กล่าวว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนจะไม่ชะลอตัวลงอย่างทันทีจากภาวะเศรษฐกิจโลก เนื่องจากยังมีอัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับการลงทุนและการบริโภคในภูมิภาค อย่างไรก็ดี สินเชื่อที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอาเซียนจะทำให้ธนาคารกลางมีช่องว่างในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มาก
“ประเทศในอาเซียนเริ่มมีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงินแล้ว เพราะสัดส่วนการให้สินเชื่อต่อจีดีพีเริ่มสูงขึ้น ดังนั้นนโยบายการคลังจะเข้ามามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น นโยบายจำนำข้าวของไทย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศได้ แต่ในทางกลับกันการขาดดุลงบประมาณก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน” น.ส.ซู กล่าว
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจธนาคารทหารไทย วิเคราะห์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 5 ก.ย.นี้ จะมีมติให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3% เนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานในไตรมาส 2 ได้แผ่วลงจากไตรมาสแรกมาอยู่ที่ระดับ 1.9% ขณะเดียวกันการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปัจจุบันยังสูงกว่าระดับที่ควรจะเป็นประมาณ 2.5% จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพราะการลดดอกเบี้ยลงมาอาจทำให้เศรษฐกิจไทยร้อนแรงเกินไป ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นได้
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ระบุว่า การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจจะนำไปสู่การไหลออกของเงินทุน ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงและอาจช่วยเหลือผู้ส่งออกได้ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงแรกจะทำให้สินทรัพย์ในประเทศมีราคาถูกลง ซึ่งอาจทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้







