
เร่งไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์สุดท้ายโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.)
เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์สุดท้ายโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.)
หลักสูตร : เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 สำหรับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ โดยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้ประกอบการภาคเอกเชน ร่วมบรรยายสรุปและให้มุมมองต่างๆ ดังนี้
นักวิชาการ จี้รัฐดูแล ‘เอสเอ็มอี’ ไทย
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในหัวข้อ “ภาพรวมศักยภาพไทย รับมือการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัญหาโอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น” ว่าการเข้าสู่เศรษฐกิจประชาคมอาเซียน (เออีซี) เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) นั้น รัฐบาลยังต้องดำเนินการอีกหลายด้าน เพื่อส่งเสริมและช่วยเหลือภาคธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้
จากปัจจุบันขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยยังด้อย ด้วยที่ผ่านมามีปัจจัยการเมืองในประเทศที่ขาดเสถียรภาพ ทำให้ขาดการพัฒนาพื้นฐานในอนาคต ดังนั้นรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบไอที พลังงานของประเทศ ที่มีผลต่อกระบวนการผลิต และเร่งสร้างมาตรฐานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสำคัญ จากที่ผ่านมามีการจัดสรรงบประมาณผิดทาง จึงควรปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยเฉพาะในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการรวมตัวสู่ “เออีซี” มองว่าจะไม่เกิดวิกฤตเหมือนสหภาพยุโรป หรืออียู
ยักษ์น้ำตาลแนะรัฐตั้ง ‘ดีซีไทย’ ในอาเซียน
อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ บริษัท น้ำตาลมิตรผล กล่าวในหัวข้อ “มุมมองภาคเอกชน ต่อภาพรวมศักยภาพไทย รับมือกับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปัญหาโอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น” ว่าประเทศไทยมีการผลิตอาหารเพื่อส่งออกเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน หากไทยสามารถเจาะตลาดในกลุ่มประชากรมุสลิมที่มีอยู่ 255 ล้านคน จากจำนวนประชากรกลุ่มอาเซียนทั้งหมดกว่า 600 ล้านคน หรือมีสัดส่วนตลาดถึง 40% จะเป็นโอกาสให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ขณะเดียวกันผู้ผลิตจะต้องให้ความสำคัญกับแบรนด์สินค้า โดยภาครัฐต้องเข้ามาดูแลเรื่องระบบการขนส่งและกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) เพื่อให้เกิดการระบายสินค้าสู่มือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้รัฐบาลควรมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) ไทยในต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าไทย ให้เกิดการกระจายไปยังท้องถิ่นของแต่ละประเทศได้ง่ายขึ้น
สภาอุตฯ ชี้ 6 กลุ่มธุรกิจรับมือเออีซี
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในหัวข้อ “ภาพรวมศักยภาพไทย รับมือกับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย ภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ว่าสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเมื่อเปิดเออีซี มีดังนี้ คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่น มีผลกระทบทางบวกและลบ คือ สามารถลดต้นทุนการผลิตโดยย้ายฐานการผลิต สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านได้ ความได้เปรียบด้านมาตรฐานและสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า
ได้สิทธิประโยชน์ ภาษีนำเข้าของประเทศเพื่อนบ้านในการส่งสินค้าไปขายยังยุโรปและอเมริกาแต่ด้านวัตถุดิบหนังของไทยยังไม่มีคุณภาพต้องนำเข้า
2.กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผลกระทบทางบวก กฎแหล่งกำเนิดจะช่วยแก้ปัญหาสินค้าจากนอกอาเซียนเข้ามาสวมสิทธิ นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศที่มีคุณภาพเกิดความร่วมมือกันของผู้ประกอบการของแต่ละประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรกล 3.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผลกระทบโดโดที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งย้ายการผลิตไปเวียดนามเพื่อลดต้นทุนด้านแรงงานไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ลำดับต้นๆ ของโลก ส่วนผลกระทบทางลบ การนำเข้าวัตถุดิบมีปัญหามาก มาตรฐาน การรับรองของไทยมีน้อย ความไม่เข้าใจปัญหากฎระเบียบ 4.กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและยา มีผลกระทบทางบวก ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ในราคาสินค้าต่ำลงนำเข้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพในประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี(CLMV) จากประโยชน์ด้านวัตถุดิบ ตลาด ส่วนผลกระทบทางลบ ราคาสินค้าเกษตรอาจสูงขึ้น ความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงานวิชาชีพ กฎ ระเบียบในอาเซียนอุปสรรคกับการลงทุน แรงงานยังขาดความเชี่ยวชาญด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร
5.กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน ผลกระทบทางบวก ต้นทุนการผลิตมีราคาถูกกว่าประเทศอื่นๆ และผลกระทบทางลบ ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ไม่ค่อยขอสิทธิบีโอไอ การเข้าถึงสินเชื่อเพื่อไปลงทุนต่างประเทศของ SMEs ทำได้ยาก ผู้ประกอบการไม่ค่อยได้ประโยชน์ในการขยายฐานลงทุนไปในประเทศอื่น ๆ
และสุดท้าย 6. กลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน ผลกระทบทางบวก คือ ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบต่ำลง มีเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ดิจิตอลที่ทันสมัย Ecustom ทำให้ปัญหาน้อยลง ภาครัฐมีการสนับสนุน/ส่งเสริมเทคโนโลยีชีวภาพแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนฯการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบทางลบ ขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ระบบพิกัดของศุลกากรของไทยไม่ชัดเจน ราคาวัตถุดิบกระดาษในประเทศราคาสูงกว่าราคาที่ส่งออกความไม่เข้าใจปัญหากฎระเบียบต่างๆ ผู้ประกอบการไม่ค่อยได้ประโยชน์ในการขยายฐานลงทุนในต่างประเทศปัญหาเรื่องการจดทะเบียนสินค้ากับองค์การอาหารและยา(อย.)ต่างประเทศมีการปลูกยางพารามากขึ้น
‘บัวหลวง’ เร่งเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การแข่งขันของประเทศจะเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น จากนี้ไปจนถึงก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะจะเป็นปัจจัยกำหนดอนาคตของประเทศ
ดังนั้น นับจากนี้ไปรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญกับการระดมกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจัง เพราะขณะนี้ความกังวลจากภัยธรรมชาติที่มุ่งจัดการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในปีนี้จบลงไปแล้ว
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะ ความสามารถของกำลังคนภายในประเทศให้มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจโลก โดยในปีหน้ามีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่วนความต้องการสินเชื่อในปีหน้า มองว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากความต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุนฟื้นฟูกิจการหลังน้ำท่วมหลายกิจการเสร็จลงแล้ว







