
‘ยูนิซิตี้’ เปิดคลับหรูบุกขายตรงครึ่งปีหลัง
สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจขายตรง คือ ผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจจะเป็นผู้คอยสนับสนุนให้ผู้จำหน่ายอิสระทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องมือผลักดันการขยายธุรกิจเครือข่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจขายตรง คือ ผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจจะเป็นผู้คอยสนับสนุนให้ผู้จำหน่ายอิสระทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จะเป็นเครื่องมือผลักดันการขยายธุรกิจเครือข่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น
บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ได้เปิดตัว Unicity Prestige Club คลับหรูแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำหรับบริการนักธุรกิจยูนิซิตี้ระดับเพรสซิเดนต์ขึ้นไป และแสดงถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นของบริษัทที่มีต่อประเทศไทย จากการดำเนินธุรกิจมานานกว่า 10 ปี
คริสโตเฟอร์ คิม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยูนิซิตี้ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ยูนิซิตี้ เพรสทีจ คลับ แบ่งออกเป็น 5 โซน โซนแรก จะเป็นประวัติการก่อตั้งยูนิซิตี้ ความสำเร็จของแต่ละปี และวีดิทัศน์ความสำเร็จของนักธุรกิจยูนิซิตี้ระดับเพรสซิเดนต์
โซนที่สอง จะเป็นห้องจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของยูนิซิตี้ ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โซนที่ 3 จะเป็นพื้นที่สำหรับนักธุรกิจยูนิซิตี้ ในการนัดพบหรือวางแผนงานร่วมกับทีมงาน โซนที่ 4 จะเป็นบาร์เครื่องดื่ม
โซนสุดท้าย โซน 5 จะเป็นส่วนของการให้บริการความงามและตรวจเช็กสุขภาพร่างกายและผิวหน้า แบ่งเป็น 3 ห้อง คือ ห้องตรวจสุขภาพผิวหน้าด้วยเครื่อง Skin Pro Analysis การตรวจหาค่าดัชนีมวลกาย BMI และท้ายสุด ห้องนวดหน้า มีบริการทั้งนวดกดจุดผิวหน้าเพื่อสร้างความกระชับและผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที และบริการการนวดแบบเต็มขั้นตอน (Full Course) ด้วยผลิตภัณฑ์ Be Premium ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้มีสุขภาพดียิ่งขึ้น
“นอกจากนั้นภายในยังมีไวไฟเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ต และใช้นวัตกรรมสุดล้ำด้วยการสแกนใบหน้าในการเข้าใช้บริการ ซึ่งถือว่ายูนิซิตี้เป็นบริษัทขายตรงบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทย ที่มีห้องรับรองสุดหรูสำหรับบริการนักธุรกิจยูนิซิตี้” คิม กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวระดับพรีเมียมใหม่ล่าสุด “บี พรีเมียม” (Be Premium) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการดูแลฟื้นฟูผิวแบบครบวงจรใหม่ล่าสุดของยูนิซิตี้ เน้นการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและเป็นสูตรที่พัฒนาขึ้นเพื่อผิวชาวเอเชียโดยเฉพาะ คาดว่าจะสามารถกระตุ้นยอดขายและเปิดตลาดเครื่องสำอางทั้งในประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เป็นอย่างดี
คิม กล่าวว่า สำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่นี้ จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยปกติยูนิซิตี้จะเพิ่มยอดขายขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ถ้าไม่ได้ยอด 2 เท่า อาจจะเติบโตประมาณ 95% และโดยปกติบริษัทขายตรงช่วงครึ่งปีหลังจะโตขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่ยากที่จะสร้างยอดครึ่งปีหลังให้ยอดโตเป็น 2 เท่า
ที่สำคัญคือ ความเชื่อมั่นในตลาดประเทศไทยว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจถึง 35% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นอัตราเติบโตที่น่าพอใจสำหรับยูนิซิตี้ ที่มีอายุการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมา 12 ปี
นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายผลตอบแทนสำหรับนักธุรกิจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศสำหรับนักธุรกิจที่ทำยอดได้ทะลุเป้าหมาย รวมทั้งการจัดงานวันเกียรติยศสำหรับผู้ที่ทำยอดขายได้ตามเป้าหมายจำนวนทั้งหมด 443 คน แบ่งเป็น 1.ระดับ New Presidential Ruby 1 คน 2.ระดับ New Presidential Sapphire 3 คน 3.ระดับ New Presidential Director 9 คน 4.ระดับ Executive Director 30 คน 5.ระดับ Senior Director 100 คน และ 6.ระดับ Director 300 คน
“การมอบรางวัลนี้ จะช่วยผลักดันให้นักธุรกิจของยูนิซิตี้ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 1 แสนคน ได้เกิดแรงจูงใจ เพื่อก้าวขึ้นสู่นักธุรกิจที่มีผลงานยอดเยี่ยมต่อไปในอนาคต” คิม กล่าว
บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) เปิดดำเนินงานธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2543 เป็นบริษัทในเครือภายใต้ยูนิซิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐ ที่ดำเนินงานมากว่า 100 ปี โดยเป็นการรวมตัวกันของบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ของสหรัฐ คือ บริษัท เร็กซ์ซอลล์ โชว์เคส อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท เอ็นริช อินเตอร์เนชั่นแนล
ปัจจุบันยูนิซิตี้ซึ่งดำเนินธุรกิจไปในประเทศต่างๆ กว่า 20 ประเทศทั่วโลก เช่น เวเนซุเอลา โคลัมเบีย เยอรมนี สวีเดน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ ตุรกี ออสเตรีย บรูไน ไทย ลาว อินโดนีเซีย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นต้น มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 300 ชนิด







