
เตือนเอสเอ็มอีภาคบริการรับศึกหนักเออีซี
อุตฯ เตือนเอสเอ็มอีบริการรับมือเออีซี ห่วงต่างชาติรายใหญ่แห่ลงทุนโลจิสติกส์ เอกชนเสนอรัฐแก้ พ.ร.บ.การค้า
อุตฯ เตือนเอสเอ็มอีบริการรับมือเออีซี ห่วงต่างชาติรายใหญ่แห่ลงทุนโลจิสติกส์ เอกชนเสนอรัฐแก้ พ.ร.บ.การค้า
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ “AEC and Challenges : Next Steps (Phase 3)” ว่า ธุรกิจบริการเอสเอ็มอีของไทยมีจุดแข็งและมีโอกาสเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้ เช่น อู่ซ่อมรถ บริการโลจิสติกส์ ซอฟต์แวร์ โดยไทยมีโอกาสเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่สนใจไปลงทุนธุรกิจบริการ เนื่องจากกฎระเบียบการลงทุนยังไม่ชัดเจน และตลาดยังไม่ใหญ่พอ แต่เอสเอ็มอีไทยต้องเพิ่มมาตรฐานการให้บริการและการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อให้แข่งขันได้
สำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่ในประเทศก็ต้องเตรียมความพร้อม เพราะต่างชาติจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์ที่ไทยมีตำแหน่งอยู่ศูนย์กลางเออีซี ทำให้ได้เปรียบเรื่องที่ตั้งและการขนส่งสินค้าข้ามแดน ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนกังวลเกี่ยวกับการถูกเทกโอเวอร์ จึงต้องพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีมาตรฐานการบริการในธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ และเพิ่มกลยุทธ์เรียกลูกค้าเพราะที่ผ่านมามีปัญหาในการหาจุดเด่นของธุรกิจที่แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทยรู้จักเออีซีมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีเอสเอ็มอีประมาณ 70% รู้จักเออีซีแต่ยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร รวมถึงยังใช้ประโยชน์จากการข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) น้อย เพราะไม่เข้าใจเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า จึงต้องเร่งสร้างความพร้อมให้เอสเอ็มอีในช่วงที่เหลืออีก 2 ปี
นอกจากนี้ ภาครัฐต้องไปหารือปัญหากฎระเบียบการทำธุรกิจของประเทศในอาเซียนที่ยังแตกต่างกัน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ที่ภาคเอกชนไทยต้องการให้ใช้ระบบเดียวกันในอาเซียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในเชิงปฏิบัติ
น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กล่าวว่า เอสเอ็มอีในภาคบริการมี 9.75 แสนราย คิดเป็น 33% ของจำนวนเอสเอ็มอีทั้งหมด มีการจ้างงาน 3.46 ล้านราย คิดเป็น 35% ของการจ้างงานของเอสเอ็มอีทั้งหมด และมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) 2.37 ล้านล้านบาท คิดเป็น 26% ของจีดีพีรวม โดย สสว.ได้ศึกษาผลกระทบนโยบายและกฎหมายของประเทศในอาเซียนที่กระทบต่อเอสเอ็มอีไทย
ทั้งนี้ ได้ศึกษาความพร้อมธุรกิจบริการ 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ไม่ได้รับผลกระทบจากเออีซีในระยะสั้น แต่ในระยะยาวต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น 2.ธุรกิจบริการสุขภาพ มีจุดแข็งที่คุณภาพการให้บริการและเทคโนโลยี โดยเออีซีจะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น แต่จะมีต่างชาติเข้ามาแข่งขันหรือควบรวมกิจการ และ 3.ธุรกิจบริการโลจิสติกส์ พบว่าตัวแทนออกของมีศักยภาพการแข่งขันต่ำส่วนการจัดเก็บและคลังสินค้าจะถูกทำธุรกิจแข่ง







