posttoday
ศาสตร์และศิลป์การลงทุนตาม...วอร์เรน บัฟเฟตต์

ศาสตร์และศิลป์การลงทุนตาม...วอร์เรน บัฟเฟตต์

24 สิงหาคม 2555

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” ชายวัย 83 ปี เป็นไอดอลในการลงทุนหุ้นแบบระยะยาว ที่ปัจจุบันมีหนังสือที่อ้างอิงการลงทุน บุคลิกหรืออัตถชีวประวัติชีวิตของเขามากกว่า 20 เล่ม สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ได้ตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับบัฟเฟตต์มาใหม่อีก 2 เล่ม คือ “ชำแหละพอร์ตโฟลิโอของวอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “คิดแบบผู้หญิง รวยแบบบัฟเฟตต์” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มาช่วยไขความกระจ่างและแตกประเด็นกลยุทธ์การลงทุนสไตล์บัฟเฟตต์

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” ชายวัย 83 ปี เป็นไอดอลในการลงทุนหุ้นแบบระยะยาว ที่ปัจจุบันมีหนังสือที่อ้างอิงการลงทุน บุคลิกหรืออัตถชีวประวัติชีวิตของเขามากกว่า 20 เล่ม สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ได้ตีพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับบัฟเฟตต์มาใหม่อีก 2 เล่ม คือ “ชำแหละพอร์ตโฟลิโอของวอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “คิดแบบผู้หญิง รวยแบบบัฟเฟตต์” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มาช่วยไขความกระจ่างและแตกประเด็นกลยุทธ์การลงทุนสไตล์บัฟเฟตต์

“วรากรณ์ สามโกเศศ” ผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิเคราะห์ด้านการเงิน การลงทุน เศรษฐศาสตร์และเจ้าของนามปากกา “วีรกร ตรีเศศ”

เขากล่าวว่า เป็นเรื่องแปลกที่คนทั้งโลกจะรอฟังบัฟเฟตต์พูดปีละครั้งกับเรื่องราวชีวิตและการลงทุน และเป็นเรื่องแปลกที่บัฟเฟตต์ใช้ชีวิตสวนทางกับฐานะทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง เป็นเจ้าของบริษัทเครื่องบินส่วนตัว แต่ไม่มีเครื่องบินของตัวเองสักลำ อยู่บ้านหลังเดิมตลอดระยะเวลา 50 ปี นั่นคือการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง

ตรงกันข้ามกับพอร์ตการลงทุนของเขา ที่มีมูลค่าสูงมากด้วยรูปแบบการลงทุนระยะยาว จนทำให้มีสถาบันหลายแห่งสนใจวิเคราะห์เขาด้วย “เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม” ว่า

ทำไมชายคนนี้สามารถซื้อหุ้นถูกตัว

นั่นเป็นเพราะเขาใช้หลักซื้อหุ้นที่เน้นเหตุผลมากกว่าอารมณ์

ก่อนซื้อมีการไตร่ตรองและศึกษาอย่างรอบคอบตั้งแต่อ่านงบการเงิน อีกทั้งใช้แนวคิดซื้อหุ้นว่าต้องมีความต้องการเป็นเจ้าของบริษัทมากกว่าที่คิดว่าจะซื้อหุ้นอะไร และเน้นซื้อหุ้นระยะยาวที่ส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีความคลาสสิกจากการก่อตั้งมายาวนาน โดยตั้งเป้าว่าต้องสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ และทุกตัวเป็นหุ้นที่เขาต้องรู้จักดี

ตัวอย่างการใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ของเขาได้ดี คือเมื่อปี 2551 ที่หุ้นสหรัฐปรับลงแรงจากผลกระทบวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เขากลับเลือกนำเงินสดหลายหมื่นเหรียญสหรัฐที่เก็บไว้ทยอยซื้อหุ้นที่มีความแตกต่าง จนปัจจุบันเขาถือทั้งหมด 17 ตัว

ตอนนั้นเขายอมให้คนอื่นมองว่า เขาตกขบวนที่ไม่ลงทุนในตราสารอนุพันธ์ต่างๆ

แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาอยู่รอดได้ พร้อมกับลงทุนเพิ่มได้ขณะที่คนอื่นได้รับบาดเจ็บจากวิกฤต

วิธีดูหุ้นตามแนวคิดบัฟเฟตต์ คือ ไม่ได้ซื้อขายแต่เน้นลงทุนยาวเพื่อเก็บเงินปันผล แต่หากใครยึดในหลักตัวเลขที่ปรากฏในงบตลอดโดยไม่พิจารณาอย่างอื่นประกอบ เท่ากับว่ากำลังหลงใหลในตัวเลขซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำความวิบัติมาให้ สังเกตได้จากสภาพแวดล้อมปัจจุบันหากดูสถิติจริง ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ได้ตรง

หลักการลงทุนสั้นๆ คือหนึ่ง ต้องมีเหตุผล เชื่อตัวเอง เพราะนี่คือหัวใจของการลงทุน

สองคือ อย่างมองเรื่องการลงทุนในหุ้นเป็นเรื่องที่เล่น ให้มองว่าจะทำธุรกิจโดยการเข้าไปเป็นเจ้าของธุรกิจ และสาม ให้ดูที่ตัวละครนั่นคือผู้บริหารมากกว่ามองแค่เพียงที่ตัวหรือราคาหุ้น และมองลักษณะการลงทุนสไตล์ผู้หญิงบ้าง เพราะความเป็นชายมักชอบเสี่ยงและท้าทายมากว่าหญิง

“เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ และอาจารย์ประจำภาควิชาธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“บัฟเฟตต์” เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของ “วิธีการคิด” และ “การตัดสินใจ” ได้ดี เพราะสิ่งที่เรานำมาวิเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขอดีตซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญส่วนหนึ่งการคัดเลือกหุ้น แต่ต้องคำนึงถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะจะเป็นตัวบอกมูลค่าของบริษัทในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะดีหรือเติบโตต่อเนื่อง เช่น โคคา โคลา ที่ผลิตน้ำอัดลมโค้ก จะสามารถอยู่ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือคนสมัยนั้นจะยังดื่มโค้กหรือไม่

ต้องยอมรับว่าความเป็นบัฟเฟตต์จะไม่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เขาไม่รู้จัก โดยเชื่อตัวเองมากกว่าสภาพแวดล้อม โดยถือเป็นการสร้างวินัยการลงทุน ซึ่งผิดกับนักลงทุนทั่วไปที่ส่วนใหญ่พอเห็นราคาหุ้นปรับลง ก็รู้สึกยั่วยวน แม้ไม่เข้าใจธุรกิจก็พร้อมจะลงทุน

ขณะเดียวกันการที่มองว่าบัฟเฟตต์มีแนวคิดการลงทุนคล้ายผู้หญิง เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ใจแข็งเท่าผู้ชาย ซึ่งตรงกับยอมรับตัวเองได้ดีว่าจะไม่เข้าลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้ โดยหลายครั้งมีนักลงทุนที่สามารถซื้อของถูกได้เหมือนเขา แต่หลายคนมักจะขายออกเมื่อเวลาที่ราคาเริ่มลงแล้ว ไม่เหมือนบัฟเฟตต์ที่สามารถขายจากจุดสูงสุดของราคา อาจเป็นเพราะเขายอมที่จะหยุดและนิ่งเมื่อคิดว่าราคามาไกลเกิน แล้วเปลี่ยนมากอดเงินสดไว้แทน

นอกจากนั้น บัฟเฟตต์ยังชอบลงทุนที่มีความคล้ายกับตราสารหนี้ตรงที่สามารถให้ปันผลที่สม่ำเสมอ แต่หุ้นสามารถได้ส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยจะเลือกบริษัทที่มีประวัติมานาน มีความสามารถแข่งขันชัดเจน มีผู้บริหารที่สามารถบอกถึงการทำกำไรในอนาคตได้ด้วย ซึ่งรวมถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารคนอื่นก็สามารถบริหารงานไปสู่เป้าหมายที่ดีในอนาคตได้

อีกทั้งควรเป็นหุ้นที่รู้จักและเข้าใจในธุรกิจของบริษัท ที่สำคัญต้องปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสนับสนุน เช่น ความแน่นอนของการเติบโตของเศรษฐกิจ และที่สำคัญตัวอย่างการอดทนและยอมรับว่าหุ้นที่ดีต้องรอได้ในระยะเวลานาน

หากลองใช้แนวคิดของบัฟเฟตต์ในการลงทุนตอนนี้ ส่วนตัวมองว่ามีหุ้นใน 3 กลุ่มที่น่าสนใจในปัจจุบัน คือ หากพิจารณาจากเศรษฐกิจมหภาคที่คาดว่ายังมีการเติบโตได้อีก 1020 ปีข้างหน้า กลุ่มอุปโภคบริโภคน่าลงทุน เพราะอนาคตไม่ว่าจะอะไรจะเกิดขึ้นแต่เราก็ต้องกินข้าวกินอาหารกันทุกคน

กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มธนาคารที่มองว่า 1020 ปีข้างหน้า เพราะธนาคารยังมีความสำคัญต่อการขยายธุรกิจ เพราะพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย 90% ยังมาจากการเติบโตของบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพียงแต่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ของแบงก์อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่อยู่อาศัย เป็นบ้านเหมือนเป็นปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และมีความสำคัญมากตราบใดที่พื้นที่ในกรุงเทพมหานคร มีความเป็นเจ้าของได้น้อยลง แต่ทั้งหมดนี้ต้องไปพิจารณาเลือกหุ้นรายตัวเอง

“เกษรา” มองว่า อยากให้สามีทุกคนได้อ่านหนังสือ 2 เล่มนี้เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวในระยะยาว เนื่องจากการใช้ชีวิตและการลงทุนของบัฟเฟตต์มีความเป็น ทั้ง “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ที่ไม่มีทฤษฎีทางการเงินที่ไหนระบุไว้ หรือเรียนได้จากปริญญาระดับใด

“ศาสตร์” ในที่นี้ หมายถึงการอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลให้ละเอียดและรอบคอบก่อนจะตัดสินใจเข้าลงทุน ส่วนทางด้าน “ศิลป์” นั่นคือการเรียนรู้วิธีการตัดสินใจของบัฟเฟตต์ที่ถือว่ามีศิลปะของการลงทุนมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่สามารถเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ “เมื่ออ่านกรณีศึกษาของบัฟเฟตต์แล้วไม่ใช้การลอกเลียนแบบพอร์ตการลงทุนของเขา แต่ควรนำวิธีการคิดและการตัดสินใจแบบเขามาปรับใช้กับการลงทุนของเรามากกว่า”

สำหรับชีวิตจริง “เกษรา” เธอบอกว่า เธอก็มีส่วนคล้ายในการลงทุนแบบบัฟเฟตต์ โดยถ้ามีโอกาสก็จะทยอยเก็บหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ เพราะมองว่าเป็นกลุ่มที่สามารถเติบโตได้ในอีก 1020 ปี เพราะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้ และถือเป็น 2 กลุ่มที่เธอมักถือไว้ในระยะยาว ไม่ค่อยมีการซื้อขาย

นอกจากนั้น ยังลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตัวอื่นที่นอกเหนือจากบริษัทของตัวเองบ้าง เนื่องจากมีฐานข้อมูลและเข้าใจในรอบวงจรของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดี เนื่องจากประกอบธุรกิจอยู่ในวงการนี้ ดังนั้นนานๆ ครั้งจะมีการซื้อขายเพื่อการลงทุนบ้าง

“สุกิจ อุดมศิริกุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า

ตอนวิกฤตการเงินสหรัฐ บัฟเฟตต์เป็นคนเดียวที่ใช้เวลาที่คนอื่นตกใจกลับมองเห็นความแตกต่างและเข้าซื้อหุ้นกลุ่มธนาคารที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตดังกล่าว และที่มองว่าเป็นวิธีการมองที่เยี่ยมยอดมากเพราะหุ้นที่อยู่ในพอร์ตเขาแต่ละตัวมักเป็นหุ้นบริษัทเก่าที่ดำรงอยู่เป็นเวลา 100 ปี ซึ่งถือเป็นบริษัทที่นอกจากมีความเป็นประวัติศาสตร์แล้ว เท่ากับบริษัทนั้นมีความได้เปลี่ยนในการเป็นผู้นำในตลาดมานาน ย่อมรู้สภาพแวดล้อมและสายสัมพันธ์ที่ดี

ทั้งนี้ “สุกิจ” มีมุมมองไปทางเดียวกับ “เกษรา” ว่าหุ้นที่ไม่ค่อยมีการซื้อขายบ่อย แต่สามารถถือแบบระยะยาวหรือยั่งยืนได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า ไม่พ้นกลุ่มอุปโภคบริโภค ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์

นี่คือการถอดรหัสการลงทุนของบัฟเฟตต์จากคนในวงการตลาดทุนเบื้องต้น แต่ทั้งหมดนี้นักลงทุนควรศึกษาอย่างละเอียดอีกทีก่อนตัดสินใจลงทุน และโปรดตระหนักว่า ของจริงในโลกสามารถเลียนแบบกันได้ แต่ผลที่ได้รับไม่มีใครสามารถเหมือนใครได้ทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท