
กลต.หนุนลงทุน‘ไฮยิลด์บอนด์’
เตรียมแก้เกณฑ์เปิดทางโล่งรับโครงการหุ้นกู้‘เอสเอ็มอี’
เตรียมแก้เกณฑ์เปิดทางโล่งรับโครงการหุ้นกู้‘เอสเอ็มอี’
ก.ล.ต.เตรียมแก้เกณฑ์ให้นักลงทุนสถาบันและกลุ่ม AI ลงทุนในไฮยิลด์บอนด์ได้ 100% เพื่อสร้างความต้องการซื้อรองรับโครงการหุ้นกู้เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเล็กขานรับเอื้อควบรวม
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการยกร่างเกณฑ์การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับอินเวสต์เมนต์เกรด (ไฮยิวลด์บอนด์) ในส่วนของผู้ลงทุนสถาบันรวมถึงผู้ลงทุนรายบุคคลที่มีความรู้ มีศักยภาพในการลงทุนและรับความเสี่ยงได้สูง (Accredited Investors : AI) ให้สามารถลงทุนในตราสารดังกล่าวได้เต็มจำนวนของพอร์ต 100% แต่จะกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสัดส่วนไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ
ทั้งนี้ คาดว่าเกณฑ์ดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จได้ภายใน 2-3 เดือนนี้ เพื่อให้สอดรับกับโครงการหุ้นกู้เอสเอ็มอี ซึ่งสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ร่วมกับอีก 8 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย บริษัท ทริสเรทติ้ง บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ตลาดตราสารหนี้ (BEX) สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เสนอสิทธิประโยชน์ให้แก่บริษัทที่เข้าร่วมโรงการภายในเดือน ธ.ค. 2555 นี้
สำหรับบริษัทเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชน มีสินทรัพย์ตามงบการเงินปีล่าสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และได้รับการอบรมความรู้ และสามารถขอเข้ารับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือด้วยค่าธรรมเนียมต่ำกว่าปกติ และหากยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นกู้ หรือตั๋วเงินภายในปี 2556 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในส่วนของ ก.ล.ต. และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง กล่าวว่า ทางทริสเรทติ้งยินดีให้การสนับสนุน เพราะเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่ล้วนเติบโตมาจากขนาดเล็กด้วยกันทั้งนั้น และเมื่อบริษัทเหล่านี้มีอันดับเครดิตจะทำให้ทราบต้นทุนทางการเงิน และสามารถนำเรตติ้งไปต่อรองอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินได้อีกด้วย
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออฟฟิศ เมท (OFM) กล่าวว่า การจัดเรตติ้งกับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กนี้น่าจะเป็นเรื่องดี ภายหลังการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (เออีซี) จะทำให้เกิดการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กกันมากขึ้น ซึ่งหากมีสถาบันจัดอันดับเครดิตเข้ามาจะช่วยสร้างความมั่นใจในเรื่องของความโปร่งใสทางด้านงบการเงิน
นายบุญยง ตันสกุล กรรมการ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย กล่าวเสริมว่า ในตลาดหลักทรัพย์มีจำนวน 200 บริษัท ที่มีสินทรัพย์ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท







